รีวิวเที่ยวปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทย กระเหรี่ยงคอยาว ถ้ำปลา ในหนึ่งวัน

ในตอนที่แล้ว รีวิวบิน Air Aisia ลงเชียงใหม่ เที่ยวปาย เราได้ซื้อ One day trip เที่ยวปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน คนละ 700 บาท สำหรับสถานที่ที่จะไปก็มีดังนี้ครับ

– ปางอุ๋ง, บ้านรักไทย, ปางตอง, น้ำตกผาเสื่อ, ภูโคลน, กระเหรี่ยงคอยาว, พระธาตุดอยกองมู, อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา, จุดชมวิวลุกข้าวหลาม, จุดชมวิวกิ่วลม

ราคานี้รวม : ค่าประกันภัย, ค่าเข้าอุทยานฯ, ค่าบำรุงท้องที่

ราคา : คนไทย 700 บาท, ชาวต่างชาติ 1,000 บาท

เวลา : 4.00 -18.00 น

ประมาณตี 3.20 รถตู้โทรมาปลุกเราบอกว่าจะมารับเวลาตี 3.50 รีบตื่นขึ้นมาล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้ากันแทบไม่ทัน น้ำคงไม่ต้องอาบหรอกครับอุณหภูมิเช้าวันนี้ 10 องศา หนาวมาก น้ำจากก๊อกเย็นราวกับน้ำที่แช่ตู้เย็นมา

รถตู้มารับที่รีสอร์ท

ตี 3.50 เดินออกจากรีสอร์ทเจอรถตู้มาถึงพอดี รถตู้ที่ให้บริการเป็นรถตู้ Commuter สภาพดี หลังคนขับมีเบาะ 3 แถว นั่งแถวละ 3 คน นั่งสบายมากครับ เบาะกว้าง เอนได้ ช่องวางขา กว้าง และโชคดีที่รถตู้คันของเราเป็นเศษเหลือมีนักท่องเที่ยว 9 คน เท่านั้นไม่เต็มคัน ถ้าเต็มคันจะจุได้ 11 ที่

จากปายใช้เวลาไปปางอุ๋งประมาณ 3 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางคดเคี้ยว ทางโค้งตลอดเส้นทาง แนะนำให้พยายามหลับไปครับ จะได้ไม่เมารถ และไม่เพลียจากการที่ตื่นเช้ามาก

ปางอุ๋ง (อ่างเก็บน้ำปางตอง)

6.40 น. รถตู้มาถึงที่ปางอุ๋ง อากาศหนาวเย็น และมีหมอกหนามาก อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา หนาวจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ยืนอยู่เฉยๆ ก็สั่นแล้วครับ ถ้าใครจะมาปางอุ๋งช่วงหน้าหนาวเช็คสภาพอากาศให้ดีๆ ขนาดผมใส่เสื้อ 3 ตัว เสื้อยืด เสื้อคอเต่า เสื้อแจ๊คเกตและพันด้วยผ้าพันคอก็ยังเอาไม่อยู่

รถตู้นัดให้มาเจอกันที่รถเวลา 7.45 น. เท่ากับว่ามีเวลาอยู่ที่ปางอุ๋งประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็แยกย้ายกันถ่ายรูป

ปางอุ๋ง หรือชื่อเป็นทางการว่า อ่างเก็บน้ำปางตอง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จุน้ำได้ 580,000 ลบ.ม รูปร่างคล้ายตัว L อยู่บนที่ราบสูงมีปลายน้ำไหลออกไปยังห้วยมะเขือส้ม ปางอุ๋งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาให้ดีขึ้น และฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรจากที่สมัยก่อนมีการทำไร่เลื่อนลอย ปลูกพืชยาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็ยังมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำปางตองดูแลโดยกรมชลประทานแม่ฮ่องสอน

รอบๆ ปางอุ๋งจะเป็นแนวทิวสน ในตอนเช้าจะมีหมอกจางๆ อยู่เหนือผิวน้ำ มีหงส์หลายคู่ว่ายน้ำ ด้วยบรรยากาศที่สวยงาม โรแมนติคแบบนี้หลายคนตึ้งตั้งชื่อปางอุ๋งว่า “สวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย”

ในรูปบนจะเห็นหงส์ว่ายน้ำอยู่ในปางอุ๋ง

ในรูปบนเป็นบริเวณสันเขื่อนแนวกั้นน้ำ

หมอกยามเช้า ไม่ได้มีแบบนี้ทุกวัน ขึ้นกับสภาพอากาศและ “ดวง” ด้วยครับ

วิถีชีวิตของคนที่นี่ ยังมีการเลี้ยงสัตว์ เพาะปลูกพืชเมืองหนาว

น้ำที่ระบายจากปางอุ๋งจะออกไปยังห้วยมะเขือส้มลำน้ำขนาดเล็ก

ศาลาประทับทรงงาน

ศาลาที่ประทับทรงงานหลังนี้ กรมป่าไม้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับทรงงานของ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประทับทรงงานด้านศิลปชีพ ณ อาคารแห่งนี้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 ได้ทรงปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งที่ด้านหลังอาคารแห่งนี้ และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2545 ทรงปล่อยหงส์ดำ 2 คู่และหงส์ขาว 1 คู่ที่อ่างเก็บน้ำปางตอง

นักท่องเที่ยวที่ต้องการใส่บาตรสามารถชื้อชุดใส่บาตรได้กับชาวบ้านบริเวณนั้น ราคาชุดละ 40 บาท

หลังจาก 7 โมงครึ่ง ปางอุ๋งดูสวยกว่าตอนเช้ามืดมีแสงแดดมาส่อง หมอกเบาบางลง

ล่องแพไม้ไผ่ปางอุ๋ง

หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเมื่อมาเที่ยวปางอุ๋ง คือการล่องแพไม้ไผ่ เคล้าสายหมอกที่ทะเลสาบปางอุ๋ง แพไม้ไผ่ลำนึงจะนั่งได้ 2 คนรวมกับคนพายเป็น 3 คน มีเสื้อชูชีพให้ คิดค่าบริการลำละ 150 บาท จะได้ชมวิวป่าสนรอบทะเลสาบ และถ้ามาช่วงดอกนางพญาเสือโคร่งบานก็จะได้เห็นต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นสีชมพูทั้งต้นซ่อนตัวอยู่ในป่าสน ระหว่างที่ล่องแพก็จะเจอกับฝูงหงส์ที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเลสาบ ระยะเวลาในการล่องแพประมาณ 30 นาที

แพไม้ไผ่ปางอุ๋ง

หมอกจางๆ ที่ทะเลสาบปางอุ๋ง

จุดถ่ายรูป ชมวิว

ที่พักรอบทะเลสาบปางอุ๋ง

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศปางอุ๋งแบบเต็มอิ่ม แนะนำให้นอนค้างคืนที่ปางอุ๋ง จะได้สัมผัสอากาศหนาวจัดในตอนกลางคืน และหมอกในตอนเช้า แนะนำว่าช่วงหน้าหนาวให้จองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน ที่พักมีจำนวนจำกัดและเต็มเร็วมาก

– ที่กางเต๊นท์ริมทะเลสาบจำกัดวันละ 100 เต๊นท์ ต้องมาติดต่อที่ศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อน 12.00 น. มีให้บริการเต๊นท์ ผ้าห่มหรือจะนำเต๊นท์มาเองก็ได้

– รวมไทยเกสท์เฮ้าส์ที่พักติดทะเลสาบ เป็นบ้านคล้ายกระท่อมหลังคามุงด้วยใบไม้ฝาบ้านทำจากไม้ไผ่สาน มีอยู่ประมาณ 10 กว่าหลัง ต้องจองล่วงหน้าผ่านศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

– ที่พักในหมู่บ้าน มีบ้านพักประมาณ 70 หลัง

ที่พักปางอุ๋ง

บ้านพักริมทะเลสาบ

ปางอุ๋งในตอนเช้า

ม้าของชาวบ้าน มีให้บริการขี่ม้า และถ่ายรูป

เนื่องจากว่าวันนี้เราต้องไปเที่ยวอีกหลายที่จึงมีเวลาที่ปางอุ๋งไม่นานครับ ต้องไปขึ้นรถและไปยังจุดต่อไป

One day trip นี้มีของว่างให้ด้วยเป็นคุกกี้และน้ำส้มขวดเล็กของผึ้งน้อย เบเกอรี่ สถานที่ต่อไปที่เราจะไปกันคือหมู่บ้านรักไทย แม่ฮ่องสอน ใช้เวลาเดินทางจากปางอุ๋งประมาณ 25 นาที

หมู่บ้านรักไทย

8.15 น. มาถึงที่หมู่บ้านรักไทย แม่ฮ่องสอน ทันทีที่ลงจากรถก็ได้เห็นภาพหมู่บ้านริมทะเลสาบอยู่ท่ามกลางสายหมอก ต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้

หมู่บ้านรักไทย เป็นหมู่บ้านที่ติดกับชายแดนไทย – พม่า ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เป็นชาวจีนที่อพยพมาในช่วงจีนคอมมิวนิสต์ ในหมู่บ้านยังมีวัฒนธรรมแบบจีน และอาหารการกินแบบจีนยูนาน บ้านเรือนที่ทำจากดินให้ได้ชม ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้จะเป็นชา เช่น ชาชิง ชิง ชาอู่หลง เนื่องจากว่าในบริเวณนี้อากาศหนาวเย็น สามารถปลูกชาได้ดี

เราจะแวะทานข้าวกันที่หมู่บ้านนี้ มีเวลาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ 1 ชั่วโมง รถตู้จอดที่ร้านชาสารักไทย ขายอาหารตามสั่ง มีอาหารจีนยูนานด้วยครับ ราคากับข้าวก็ประมาณ 60 – 120 บาท ถ้าทานกันสองคนก็ประมาณมื้อละ 200 บาท ค่าข้าวนี้จะไม่รวมใน One day trip เราต้องจ่ายกันเอง

ด้านบนร้านอาหาร เห็นวิวทะเลสาบ มีชาขายอยู่หลายแบบ

อาหารร้านนี้อร่อยใช้ได้ครับ ผมสั่งแกงจืดเต้าหู้หมูสับ กับไข่เจียว ข้าวเปล่า 2 จาน แกงจืดถ้วยใหญ่มากทานไม่หมด มื้อนี้หมดไป 200 บาทเท่านั้น

One day trip จะไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้านนะครับ อาจจะต้องทำเวลา แต่ถ้าอยากให้รถตู้พาเข้าไป ลองตกลงกันในรถถ้าอยากไปกันหมดก็สามารถบอกให้รถตู้พาเข้าไปได้

ร้านชาเหลียงแย้ว ร้านนี้เงียบหน่อยไม่มีรถตู้มาลง

หลักกิโลเมตรขนาดใหญ่ ณ บ้านรักไทย จุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป

หลังจากที่ทุกคนทานข้าว และถ่ายรูปเสร็จก็พร้อมเดินทางไปยังจุดถัดไปคือปางตองครับ โดยจะใช้เวลาจากหมู่บ้านรักไทยประมาณ 30 นาที

ปางตอง

9.40 น. ถึงปางตอง ในบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของพระตำหนักปางตอง มีการปลูกพืชเมืองหนาวหลายชนิดเช่นสตรอเบอร์รี่ ดอกไม้เมืองหนาว มีการเลี้ยงสัตว์เช่นแกะ และม้า ส่วนพระตำหนักปางตองไม่สามารถเข้าชมได้ครับ

สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน เข้าชมได้ฟรี

ในบริเวณนี้จะเลี้ยงแกะเมืองหนาว พันธุ์ที่ตัดเอาขนไปทำเป็นเสื้อผ้า ผ้าทอขนแกะ หน้าตาแกะจะไม่เหมือนแกะที่สวนผึ้ง ผมว่าที่นี่ดูน่ารักกว่า

สำหรับแกะที่นำมาเลี้ยงก็จะมี 3 สายพันธุ์ พันธุ์บอนด์ พันธุ์คอร์ริเดล พันธุ์ดอร์เซท ใน 1 ปีจะได้ปริมาณขนแกะ 2.5 – 5.5 กิโลกรัม / ตัว

การเลี้ยงแกะในทุ่งหญ้า กึ่งธรรมชาติ ในวันที่อากาศชื้นอาจจะไม่ได้เจอแกะเจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยแกะออกมา

ผลิตภัณฑ์จากแกะและผลิตภัณฑ์ในโครงการขายในราคาไม่แพง

ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นรถไปยังจุดถัดไป น้ำตกผาเสื่อ ใช้เวลาเดินทางจากปางตองไปน้ำตกผาเสื่อ ประมาณ 10 นาที

น้ำตกผาเสื่อ

อยู่ในอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา – น้ำตกผาเสื่อ เป็นน้ำตกขนาดกลางสูงประมาณ 10 เมตร กว้าง 15 เมตร อยู่ริมถนน 1095 แม่ฮ่องสอน – ปาย ต้นน้ำของน้ำตกผาเสื่อมาจากน้ำตกแม่สะงาในประเทศพม่า ส่วนชื่อน้ำตกผาเสื่อมาจากการที่น้ำไหลตกลงมากระทบก้อนหินเป็นสายน้ำคล้ายเสื่อปูลาด ไฮไลท์ของที่นี่จะอยู่ที่ฝูงปลาพลวงขนาดใหญ่ที่บริเวณน้ำตก

ร้านค้าสวัสดิการน้ำตกผาเสื่อมีกาแฟ โอวันติน มาม่าคัพขาย สามารถทานรองท้องได้

ต้นไม้ขายที่หน้าน้ำตกผาเสื่อ ซื้อแล้วปลูกในป่าครับ นำกลับบ้านไม่ได้

ทางเดินลงไปน้ำตก ใช้เวลาประมาณ 2 นาทีก็ถึงตัวน้ำตกแล้ว ไม่ต้องเข้าป่าเดินไปให้เมื่อย

น้ำตกผาเสื่อในเดือนธันวาคม มีน้ำไหลแรงพอสมควร ในบริเวณน้ำตกห้ามลงเล่นน้ำนะครับ สายน้ำไหลแรงและจะไหลไปโพรงใต้น้ำอันตรายมากๆ

ลำธารน้ำตกมีปลาพลวงอาศัยอยู่จำนวนมาก ตัวใหญ่กว่าปลาพลวงที่น้ำตกพลิ้ว จันทบุรี

ปลาพลวง น้ำตกผาเสื่อ แม่ฮ่องสอน

ที่น้ำตกผาเสื่อ ใช้เวลาไม่นาน ถ่ายรูปเสร็จก็ขึ้นรถต่อ ไปกับ One day trip มันก็สะดวกตรงที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง สถานที่ต่อไปเป็นภูโคลน ใช้เวลาเดินทางจากน้ำตกผาเสื่อประมาณ 20 นาที

ภูโคลน

ภูโคลน แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งโคลนธรรมชาติที่ดีที่สุดในประเทศไทย เป็นโคลนเดือดสีดำที่มีความร้อน 60-140 องศา ประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เหมาะที่จะนำไปพอกหน้า ทาตัว

ภูโคลน แม่ฮ่องสอน เป็นหนึ่งในสามของโลกที่มีการค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ อันดับหนึ่งเป็นโคลนของทะเลสาบเดดซี และอันดับสองโคลนภูเขาไฟประเทศโรมาเนีย

บริการในภูโคลน

– พอกหน้าด้วยโคลน 80 บาท 15 นาที

– พอกโคลนผิวหน้าและผิวกาย ขัดผิวด้วยมะขาม + แช่น้ำแร่ 700 บาท 1 ชั่วโมง

– สระน้ำแร่ธรรมชาติ 60 บาท 15 นาที

– กอล์ฟ ถาดละ 40 บาท

– นวดแผนไทย 200 บาท 1 ชั่วโมง

– บ่อแช่เท้า 20 บาท 15 นาที

ร้านกาแฟในภูโคลน

ที่ทำสปาพอกหน้า พอกตัวด้วยโคลน

โป่งน้ำร้อนสาธารณะ อบต.หมอกจำแป่ ส่วนบ่อของภูโคลนจะอยู่ที่ด้านหน้าถัดจากบ่อแช่เท้า

อากาศหนาวๆ แบบนี้แช่เท้าด้วยน้ำร้อน น่าจะเป็นอะไรที่สบายตัว และง่ายที่สุดครับ เสียค่าบริการเพียง 20 บาท ได้ผ้าขนหนูเช็ดเท้ามาด้วย

ขั้นตอนการแช่เท้าให้ล้างเท้าให้สะอาดที่บ่อล้างเท้า แล้วจุ่มเท้าลงไปในบ่อแช่เท้า ในตอนแรกจะรู้สึกร้อน ให้ทนต่อไป ยิ่งขยับจะยิ่งร้อน สักพักจะรู้สึกสบายขึ้น มีแค่ความรู้สึกอุ่นๆ ไม่ร้อนเหมือนตอนแรก แช่ประมาณ 15 นาทีจากนั้นก็ล้างด้วยน้ำเย็นและเช็ดเท้าให้แห้ง หลังจากแช่เท้าเสร็จจะรู้สึกผ่อนคลายสบายเท้า

เสร็จจากภูโคลนก็เกือบเที่ยง ช่วงเช้าถึงเที่ยงเราเก็บไปได้ 5 ที่ทำเวลาได้ดีมากครับ ตามโปรแกรมจะเหลือช่วงบ่ายอีก 5 ที่ เราขึ้นรถแล้วไปต่อที่หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 40 นาที

กระเหรี่ยงคอยาว

สำหรับหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวที่ One day trip พาเราไปนั้นเป็นหมู่บ้านบ้านกระเหรี่ยงคอยาวห้วยเสือเฒ่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวที่เดินทางไปสะดวก ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะหาชมกระเหรี่ยงคอยาวแท้ๆ ได้ยาก เพราะชาวกระเหรี่ยงส่วนหนึ่งก็เข้ามาหางานทำในเมือง บางส่วนก็ถูกนายทุนซื้อตัวไปโชว์ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่ที่นี่ก็ยังเป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวแบบดั้งเดิมอยู่ครับ ที่เปลี่ยนแปลงก็คือมีการค้าขาย ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น

การเข้าชมในหมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวนั้นไม่เสียค่าเข้าชมครับ

ข้ามสะพานนี้ไปก็จะเป็นบ้านห้วยเสือเฒ่าแล้ว

ห้วยเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน

ชาวบ้านที่นี่มีรายได้ด้วยการทอผ้า ขายของให้กับนักท่องเที่ยว เราสามารถขอเค้าถ่ายรูปได้ แต่ก็ควรจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เค้ามีรายได้ กระเหรี่ยงหมู่บ้านนี้นิสัยดี ไม่ตื้อเหมือนชาวเขาที่ดอยปุย อันนั้นตื้อจนน่ารำคาญเลย

ห่วงที่ใส่บนคนจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยจะใส่มากสุด 25 ห่วง

บ้านเรือนชาวกระเหรี่ยงเป็นบ้านไม้ฝาผนังสานจากไม้ไผ่ หลังคาบ้านมุงด้วยใบไม้ ในฤดูหนาวก็จะมีอากาศหนาวจัด

ในหมู่บ้านบ้านห้วยเสือเฒ่าจะขายของฝากเช่นผ้อทอ ใบชา ของที่ระลึกที่ทำจากไม้ เครื่องเงิน สำหรับของขึ้นชื่อของที่นี่จะเป็นผ้าทอเพราะทอกันในหมู่บ้านเลยไม่ได้ไปรับที่ไหนมา

ถ้าอยากเห็นกระเหรี่ยงคอยาวให้ครบทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ให้มาวันเสาร์ – อาทิตย์จะเป็นวันที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน จะมาช่วยแม่ขายของ

กระเหรี่ยงคอยาวคนนี้หน้าตาน่ารักแบบคนเหนือ ดูสวยแบบใสๆ พูดไทยชัด ขายของเก่งมากครับ

คนนี้ว่างจากลูกค้าก็หยิบกีตาร์มาเล่น เธอชอบเล่นเพลงสากลครับ เล่นเพราะ เธอมีอัลบั้มของตัวเองด้วยนะครับขายเป็นแผ่น CD เลย

เสร็จจากหมู่บ้านกระเหรี่ยง ได้เวลาทานอาหารกลางวัน รถตู้จอดให้ทานที่ร้านอาหารข้างทาง มีข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว รสชาติใช้ได้ ไม่แพงครับ ค่าอาหารกลางวันเราออกกันเองไม่รวมอยู่ใน One day trip จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังพระธาตุดอยกองมู

พระธาตุดอยกองมู

เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนดอยกองมู อยู่ใกล้ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมมีชื่อว่า วัดปลายดอย ภายในวัดมีพระธาตุเจดีย์อยู่ 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย “จองต่องสู่” เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก

ช่วงที่ไปกำลังมีการบูรณะพระธาตุ ตัวพระธาตุทาสีขาว พื้นกำลังปูใหม่

นอกจากความสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้วบริเวณพระธาตุดอยกองมูยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองแม่ฮ่องสอน และสนามบินแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน

สนามบินแม่ฮ่องสอน มีเที่ยวบินมาลงน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้เป็นเมืองเศรษฐกิจของภาคเหนือ และนักท่องเที่ยวก็นิยมเดินทางมาทางรถเพราะราคาถูกกว่า ปัจจุบันมีเที่ยวบินจากเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน โดยสายการบินกานต์แอร์เป็นเครื่องบินเล็ก 12 ที่นั่ง

โบสถ์วัดพระธาตุดอยกองมู สถาปัตยกรรมของแม่ฮ่องสอนจะไม่เหมือนกับที่เชียงใหม่ครับ แต่ก็มีส่วนคล้ายกันบ้าง หลังจากทำบุญ ไหว้พระกันแล้วก็ขึ้นรถต่อไปยังถ้ำปลา ใช้เวลาเดินทางพระธาตุดอยกองมูประมาณ 25 นาที

ถ้ำปลา

จัดว่าเป็นหนึ่งใน Unseen แม่ฮ่องสอน ถ้ำปลาเป็นแอ่งน้ำขนาด 2 เมตร ลึก 1.5 เมตรอยู่ใต้ถ้ำ มีน้ำไหลออกมาตลอดจากถ้ำหินปูน โดยน้ำที่ไหลออกมาเป็นน้ำที่ใสอมสีเขียว ปลายน้ำจะไปบรรจบกับลำน้ำแม่สะงี ลำธารแห่งนี้มีฝูงปลาพลวงหินหรือปลามุง อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวค่อนข้างใหญ่ยาวประมาณ 30 – 90 เซนติเมตร หนัก 7-10 กิโลกรัม บริเวณโดยรอบของถ้ำปลาเป็นป่าและลำธารแบบธรรมชาติ

การจะเข้าไปชมในถ้ำปลาจะต้องเสียค่าเข้าอุทยานฯ เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีเข้าฟรี

จริงๆ แล้ว One day trip นี้ระบุว่ารวมค่าเข้าอุทยานฯ ด้วย แต่เอาเข้าจริงคนขับรอที่รถ ก็ต้องควักตังค์จ่ายกันเอง

จากด่านเก็บค่าธรรมเนียมเข้าไปยังถ้ำปลา ระยะทางประมาณ 500 เมตร

สะพานข้ามลำน้ำแม่สะงี

ทางเดินในถ้ำปลา

เดินไปได้นิดเดียวก็เจอกันลำธารใสๆ กับฝูงปลาพลวง น้ำใสมากๆ

ฝูงปลาพลวง

ระหัดวิดน้ำโบราณ ภูมิปัญญาชาวบ้าน

บริเวณนี้เป็นจุดให้อาหารปลา ปลาพลวงบริเวณนี้หางจะมีสีฟ้า ไม่เหมือนตรงหน้าทางเข้าที่เป็นสีดำทั้งตัว สีของปลานั้นจะขึ้นกับสิ่งแวดล้อม

นักท่องเที่ยวที่ต้องการให้อาหารปลาสามารถซื้อได้กับแม่ค้าในนี้เลยครับ ชุดละ 20 บาท ประกอบไปด้วยแตงโม อาหารเม็ด และจั๊กจั่นอบแห้ง ตอนแรกโรยอาหารเม็ดไปก่อนแต่ปลาไม่สนใจครับกินกันน้อยมาก เลยโปรยแตงโมลงไป ปรากฏว่าว่ายน้ำมาแย่งกันเต็มเลย พอหมดแตงโมโปรยจั๊กจั่นอบแห้งคราวนี้ก็มากันเต็ม แสดงว่าปลาที่นี่ไม่ชอบกินอาหารเม็ดครับ ไม่เหมือนปลาในวัด

รูปร่างของปลาพลวงจะคล้ายกับปลาคาร์ฟเนื่องจากเป็นปลาเกร็ดใหญ่อยู่ในวงศ์เดียวกัน

ถึงปลาพลวงจะมีจำนวนมากแต่ก็ไม่มีใครจับไปกินเนื่องจากว่าโดยธรรมชาติปลาพลวงชอบกินลูกไม้ที่ร่วงในป่า ซึ่งบางอย่างก็มีพิษ พิษนั้นไม่ได้ทำอันตรายกับปลาพลวงแต่จะไปสะสมอยู่ในตัวปลา เมื่อใครนำไปรับประทานก็จะมีอาการมึนงง เป็นพิษ และอีกความเชื่อหนึ่งว่าปลาพลวงเป็นปลาเทพเจ้าจึงไม่มีใครกล้าไปจับ

เมื่อประมาณ 5-6 ปี ก่อนเคยมีคนเอาปลาคาร์ฟแฟนซีมาปล่อยในลำธารตรงนี้ด้วย ถ้าใครเคยเห็นรูปสมัยก่อนจะมีปลาหลากสีมากส้ม แดง ขาว ดำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ ไม่ควรเอาปลาถิ่นอื่นมาปล่อยในถิ่นธรรมชาติเพราะจะทำลายระบบนิเวศน์ แต่ผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายปลาคาร์ฟแฟนซีหายไปไหน ตายไป หรือเจ้าหน้าที่จับออกไป

บริเวณนี้เป็นต้นน้ำของถ้ำปลามีฤาษีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่

พระราชินีได้เสด็จมาที่ถ้ำปลาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541

ช่องหินตรงนี้เป็นจุดกำเนิดถ้ำปลา พื้นที่นิดเดียวปลาอยู่กันเยอะมาก เป็นร้อยตัวเลย

ชมปลาเสร็จก็เดินวนกลับ

บ้านไทยใหญ่

ร้านขายของฝากถ้ำปลา ของที่ขายก็จะเป็นพวกของป่าเช่นน้ำผึ้ง ผัก และเสื้อผ้าแบบชาวเขา

เสร็จจากถ้ำปลาคนขับรถตู้ก็บอกเราว่าหลับยาวได้เลยอีก 1 ชั่วโมงครึ่งจะถึงจุดชมวิวกิ่วลม

จุดชมวิวดอยกิ่วลม

เรามาถึงจุดชมวิวดอยกิ่วลมประมาณ 16.45 น. แดดร่มลมตกแล้ว จุดชมวิวดอยกิ่วลมอยู่ในเส้นทางปาย – ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นดอยได้ถึง 4 ดอย ได้แก่ดอยผีลู ดอยสามหมื่น ดอยเชียงดาว และดอยแม่ยะ

จากซ้ายไปขวา ดอยผีลู ดอยสามหมื่น ดอยเชียงดาว และดอยแม่ยะ

น้องชาวเขาบนจุดชมวิว

ลานกว้างที่จุดชมวิว สามารถกางเต๊นท์ได้

จุดชมวิวที่ฝั่งตรงข้าม

จากนั้นก็นั่งรถต่ออีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็กลับมาถึงปาย ตอน 17.40 น. รถตู้มาส่งที่ถนนคนเดินปาย เพราะเข้าโรงแรมไม่ได้เป็นถนนคนเดิน One day trip ปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทย กระเหรี่ยงคอยาว ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน ใน 1 วันก็จบเพียงเท่านี้ครับ

สรุป One day trip ปางอุ๋ง หมู่บ้านรักไทย กระเหรี่ยงคอยาว ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน

เป็น One day trip ที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือขับรถไม่เก่ง ได้ไปเที่ยวหลายที่มาก ปางอุ๋ง, บ้านรักไทย, ปางตอง, น้ำตกผาเสื่อ, ภูโคลน, กระเหรี่ยงคอยาว, พระธาตุดอยกองมู, อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา และ จุดชมวิวกิ่วลม ออกเดินทางตั้งแต่ตี 4 กลับถึงปายอีกทีตอน 17.40 น. คุ้มราคา 700 บาทอย่างแน่นอน รถตู้นั่งสบายเบาะกว้าง คนขับรถชำนาญทาง อัธยาศัยดี

เห็นข้อดีแล้วมาดูข้อเสียบ้าง จากโปรแกรมจะเห็นว่าตัดจุดชมวิวลุกข้าวหลาม ซึ่งมันอยู่ไหนก็ไม่รู้ และไม่มีการบอกด้วยว่าจะตัดออก รถตู้จะพาเรามาส่งยังที่ต่างๆ แต่ไม่ได้อธิบายว่ามีประวัติและความเป็นมาเป็นอย่างไร และสุดท้ายบอกว่าราคารวมค่าเข้าอุทยานฯ, ค่าบำรุงท้องที่ แต่ที่ไปมาไม่เห็นที่ไหนเค้าเสียซักที่ และที่ถ้ำปลาเราต้องออกเงินเข้าเองถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เงินมากเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าไม่ตรงกับที่เขียนไว้

แต่ทุกอย่างที่ว่ามาเมื่อเทียบกับราคา 700 บาทก็ยังถือว่าราคานี้สุดคุ้ม ไม่แพงเลยครับ ได้เที่ยวหลายที่ รถนั่งสบาย คนขับชำนาญทาง ปลอดภัย

Post Views 16203

สายรัดกระเป๋าเดินทางเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *