เที่ยวมัลดีฟส์ แบบทางสายกลาง พักสบาย จ่ายไม่แพง Meeru Island (All Inclusive)

มัลดีฟส์ เป็นหนึ่งในทะเลที่ได้รับการจัดอันดับว่าสวยอันดับต้นๆ ของโลก มีภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กๆ มากกว่า 1,000 เกาะ อยู่กลางทะเลมหาสมุทรอินเดีย ทรายขาว น้ำทะเลใส ธรรมชาติอุดมสมบูรณ มีรีสอร์ทหรู 4 – 5 ดาวอยู่จำนวนมาก การไปเที่ยวมัลดีฟส์มักจะมีอยู่ 2 แนวทาง แนวทางแรกพักหรู นอนรีสอร์ท 5-7 ดาวพักบังกะโลกลางน้ำ อาจจะมีนั่งเครื่องบิน Sea plane ไปยังเกาะด้วย แนวทางที่สองเป็นสายแบคแพค นอนเกาะชาวบ้าน พักรีสอร์ทราคาประหยัด แล้วซื้อ One day trip ไปเที่ยวรีสอร์ทหรู

ส่วนการเที่ยวมัลดีฟส์ แบบทางสายกลางไม่หรูมาก และไม่ประหยัดเกินไป ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก หลายคนอาจจะอยากไปเที่ยวแนวนี้บ้าง ในรีวิวนี้เราจะพาไปเที่ยวมัลดีฟส์แบบทางสายกลาง ในราคาที่ใครๆ ก็ไปได้ ใช้งบประมาณเพียงคนละ 27,000 บาท

เลือกสายการบิน

มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังมัลดีฟส์ อยู่สองสายการบิน ได้แก่ Thai Air Asia และ Bangkok Air ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง

  • Thai Air Asia สายการบิน Low cost ราคาไป-กลับเริ่มต้นที่ประมาณ 5,000 บาท (โปรโมชั่น) และราคาที่หาเจอได้เรื่อยๆ ไป-กลับ ประมาณ 9,000 บาท ราคานี้ยังไม่รวมอะไรทั้งสิ้น อาจจะต้องจ่ายเงินซื้อที่นั่ง น้ำหนักกระเป๋า และอาหารบนเครื่อง ส่วนเวลาเดินทางค่อนข้างดี มีบินวันละเที่ยว ขาไปออกจากไทย 9.30 น. ส่วนขากลับออกจากมัลดีฟ 12.25 น.
  • บางกอกแอร์เวย์ส สายการบิน Full Service เจ้าแรกที่เปิดบินตรงสู่มัลดีฟส์ ราคาไป-กลับเริ่มต้นที่ประมาณ 6,000 บาท เป็นราคาโปรโมชั่น ที่ปีนึงจะออกมา 1-2 ครั้ง และจองค่อนข้างยาก ส่วนราคาปกติ ไป-กลับ อยู่ที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท เวลาบินแทบจะเหมือนกับ Air Asia เลย

เราเลือกบินกับ Air asia ได้ตั๋วไป-กลับ ในราคาคนละ 5,420 บาท ราคานี้รวมเลือกที่นั่งและอาหาร แต่ไม่มีค่าน้ำหนักกระเป๋า

ไปมัลดีฟส์นั่งฝั่งไหนดี

แน่นอนว่าหลายคนอยากเห็นวิวเกาะสวยๆ ของมัลดีฟส์จากบนเครื่องบิน จากที่หาข้อมูล และ ได้นั่งริมหน้าต่าง พบว่าเห็นวิวสวยทั้งสองฝั่งเลย จะเลือก A หรือ เลือก F ก็ได้ แต่ข้อเสียของการนั่งริมหน้าต่างคือเข้าห้องน้ำลำบาก ระยะเวลาบิน 4 – 4.5 ชั่วโมง น่าจะต้องไปห้องน้ำซักครั้ง หรือถ้าจะไม่ลุกเลยก็คงเมื่อยพอสมควร ก็เลือกตามที่สะดวกแล้วกัน

เลือกที่พัก

เราเลือกที่พักที่เป็นเกาะส่วนตัว ไม่ใช่เกาะชาวบ้าน สามารถเดินทางได้ด้วยเรือ Speed boat งบคืนละไม่เกิน 20,000 บาท และต้องเป็นแบบ All inclusive เท่านั้น (อาหาร 3 มื้อ ของว่าง เครื่องดื่มไม่อั้น) เลือกมาได้ 2 ที่ได้แก่ Thulhagiri Island Resort & Spa Maldives และ Meeru Island Resort & Spa

Meeru Island Resort & Spa

Thulhagiri Island Resort & Spa Maldives

เปรียบเทียบกันแล้วชอบ  Meeru Island Resort & Spa มากกว่า เพราะรีสอร์ทดูใหม่กว่า ใหญ่กว่า มีกิจกรรมบนเกาะเยอะดี แต่ก็ต้องแลกมากับค่าที่พักที่แพงกว่า Thulhagiri Island เล็กน้อย

จองที่พัก

หลายคนนิยมจองเป็นแพคเกจกับบริษัททัวร์ ส่วนมากแล้วจะได้ราคาที่ถูกกว่าการจองตรง แต่เนื่องจากช่วงหลังนี้มีข่าวบริษัททัวร์บางที่จองแล้วเชิดเงินหนี ด้วยความขี้เกียจไล่เช็คว่าที่ไหนจองได้จริง ไม่โกง จึงเลือกจองกับ Agoda แทน ราคาเปรียบเทียบกับที่อื่นแล้วไม่แพง ไว้ใจได้ มีให้จองก่อนจ่ายทีหลังได้ด้วย

พัก Meeru Island Resort & Spa วันที่ 17-19 เมษายน ห้อง Garden 2 คืน (All inclusive Plus) ราคา 27,195 บาท เฉลี่ยคืนละ 13,597 บาท (ถ้าไปช่วงหน้า Low ราคาจะถูกกว่านี้มาก) ราคานี้ยังไม่รวมถึงค่า Transfer จากสนามบินไปยังเกาะอีกคนละ 150 USD

จอง Agoda เสร็จแล้ว ประมาณ 1-2 วัน รีสอร์ทจะเมลมาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเรา ผู้เข้าพักชื่ออะไร เดินทางมาด้วย Flight อะไร แพคเกจเรามีอะไรบ้าง ถึงสนามบินแล้วเจอกันที่ไหน อย่าลืมตอบเมลเพราะรีสอร์ทจะได้จัดเรือมารับถูก

ไปมัลดีฟส์แลกเงินไปเท่าไหร่

ไปมัลดีฟส์ถ้าพักแบบ All inclusive เราแทบจะไม่ได้ใช้เงินสดเลย ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินสดก็มีค่าทิป โดยส่วนมากจะทิปให้กับพนักงานยกกระเป๋า กับพนักงานในห้องอาหารที่ดูแลเราตลอดที่พักในรีสอร์ท แนะนำให้เตรียมค่าทิปประมาณ 10-20 USD

นอกเหนือจากค่าทิป ก็มีค่าเรือ Transfer ราคาจะไม่เท่ากันในแต่ละรีสอร์ท อย่างของ Meeru Island 150 USD จะจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้

ค่าอาหาร ถ้ากินที่สนามบินหรือเมืองมาเล่ มื้อละ 10-20 USD กินที่รีสอร์ทมื้อละ 30-50 USD (กรณีที่ไม่ได้จองแบบ All inclusive)

เราเตรียมไปคนละ 300 USD เป็นค่า Transfer 150 USD + ค่าอาหารที่มาเล่ 1 มื้อ และที่เหลือสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด

แลกเงิน

ประเทศมัลดีฟส์ใช้เงินสกุล Maldivian rufiyaa (MVR) เงินสกุลนี้ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายจึงหาแลกได้ยาก แต่เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศท่องเที่ยวจึงสามารถใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) ได้ด้วย ดังนั้นการไปมัลดีฟแลกเงิน USD ไปจะง่ายที่สุด

เงินดอลล่าร์ USD ที่จะนำไปใช้ที่มัลดีฟส์ควรเป็นธนบัตรที่ใช้งานในปัจจุบัน ไม่มีรอยขาด ไม่เก่าจนเกินไป ถ้าแลกเงินกับร้านที่เป็นมืออาชีพเค้าจะรู้ว่าจะต้องเตรียมแบบไหนให้เราถึงจะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา ร้านที่เราไปแลกเงินชื่อ สากลการค้า SK Exchange ใกล้กับสะพานขัวเหล็กเชียงใหม่ ใครอยู่เชียงใหม่แนะนำร้านนี้เลย เรทดี ที่จอดรถสะดวก ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็แนะนำร้าน Superrich

ไปมัลดีฟส์ เตรียมอะไรไปบ้าง

ถึงแม้ว่าเราจองที่พักแบบ All inclusive แต่ก็กลัวว่าอาหารจะไม่ถูกปาก เลยนำขนม ของกินเล่น มาม่าคัพติดตัวไปด้วย สำหรับอาหารที่นำไปมัลดีฟส์ไม่ควรเป็นอาหารที่ทำจากหมู หรือส่วนผสมจากหมู เครื่องดื่มแอลกอฮอลก็เช่นกัน ไม่ควรนำไป เพราะมัลดีฟส์เป็นประเทศมุสลิม

นอกจากของกินก็ครีมกันแดด ซองกันน้ำ ไว้ถ่ายใต้น้ำ หน้ากากสน๊อกเกิ้ลด้วย ถ้าจะไปดำน้ำ เพราะรีสอร์ทส่วนมาก คิดค่าใช้จ่ายในการเช่า ซึ่งค่าเช่าก็พอๆ กับเราซื้อใหม่ ซึ้อเป็นของตัวเอง ใช้ส่วนตัว สบายใจและสะอาดกว่า เสื้อชูชีพ บางรีสอร์ทก็คิดค่าเช่าเช่นกัน อันนี้แล้วแต่สะดวกเพราะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ อาจไม่สะดวกในการนำไปด้วย

โปรแกรมเที่ยวมัลดีฟส์ ที่วางแผนไว้

เราไปทั้งหมด 4 วัน ค้างบนเกาะ Meeru 2 คืน และเมืองมาเล่ เมืองหลวงมัลดีฟส์ 1 คืน

วันที่ 1-2 : นอน Meeru Island Resort & Spa กินๆ – นอนๆ เล่นน้ำ เดินสำรวจรอบเกาะ

วันที่ 3 : เช็คเอ้าต์ Meeru เดินทางไปมาเล่ พัก Unima Grand Hotel เดินเที่ยวในมาเล่

วันที่ 4 : เช็คเอ้าต์ Unima Grand Hotel ขึ้นเครื่องกลับไทย

วันที่ 1 : วันเดินทาง พักบนเกาะมีรู Meeru

เรานั่งรถทัวร์มาถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้า ไม่โหลดกระเป๋า และทำเวบเช็คอินมาล่วงหน้า + พิมพ์ Boarding Pass แล้ว เมื่อถึงสนามบินก็เข้า ตม ได้เลย ไม่ต้องเข้าไปตรวจเอกสารที่ Counter Air asia และปัจจุบันก็ไม่ต้องกรอกใบ ตม ของไทยแล้วด้วย ใครไม่โหลดกระเป๋าแนะนำให้ทำเวบเช็คอินมาล่วงหน้า จะได้ไม่เสียเวลา

FD177 เครื่องออก 9.30 น. ถึงมาเล่ มัลดีฟส์ 11.40 น. วันที่เราไปเที่ยวบินนี้เป็น Bus Gate

ประมาณ 9 โมงกว่าๆ พนักงานก็เรียกผู้โดยสารขึ้นรถบัส เที่ยวบินนี้ส่วนมากจะเป็นคนไทย ที่เหลือเป็นคนจีน ฝรั่งผมทอง และ ชาวมัลดีฟส์ มองดูผู้โดยสารส่วนมากแต่งตัวสบายๆ กัน กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ

FD177 เที่ยวบินนี้มีโหลดผู้โดยสารประมาณ 75-80% ส่วนมากจะมากองกันอยู่ตรงกลางลำ – ด้านหน้า คาดว่าที่นั่งโซนกลางลำมีค่าเลือกที่นั่งไม่แพง หรือ บางคนอาจทำเวบเช็คอิน ก็ได้ที่นั่งบริเวณนี้

ส่วนโซนท้ายเครื่องว่างกันหลายแถว บางคนย้ายไปนั่งด้านหลังคนเดียว 3 เบาะเลย

10.30 น. ลูกเรือเสริฟอาหารให้กับคนที่จองมาก่อน อาหารมื้อนี้ 120 บาท (ราคาซื้อออนไลน์) และซื้อบนเครื่อง 190 บาท (ถ้าจำราคาไม่ผิดนะ) รสชาติพอไหว ปริมาณไม่ค่อยอิ่ม ถ้าจะทานให้อิ่มแนะนำ 2 กล่องเลย

4 ชั่วโมง 20 นาที กับการเดินทาง Flight นี้ น่าจะเป็นเส้นทางที่ใช้เวลามากที่สุดของเที่ยวบิน Thai Air asia พอๆ กับไปบาหลี ใครที่นอนหลับง่ายรับรองว่าได้หลับอย่างเต็มอิ่ม ส่วนคนที่หลับยากก็คงต้องเล่นมือถือ อ่านหนังสือที่กระเป๋าด้านหน้า ฆ่าเวลาไปจนกว่าจะถึง

ผ่านไป 4 ชั่วโมง เครื่องบินเริ่มลดระดับลง เตรียมตัวลงจอดที่สนามบิน Velana International Airport ประเทศมัลดีฟส์ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของคนที่นั่งริมหน้าต่างที่จะได้เห็นวิวสวย หมู่เกาะ เล็กๆ ของมัลดีฟส์ได้อย่างใกล้ชิด บางหมู่เกาะมีลักษณะเป็นวงกลม หรือที่เรียกว่า Atoll เกิดจากปะการังที่ย่อยสลายกลายเป็นทราย กองสูงถมขึ้นจนเป็นเกาะ หรือ เนินทราย

Atoll

เกาะเล็ก เกาะน้อยในมัลดีฟส์จะถูกจับจองโดยรีสอร์ท โดยส่วนมาก 1 เกาะ / รีสอร์ท

เวลาในมัลดีฟส์

ก่อนจะลงจากเครื่องอย่าลืมปรับเวลานาฬิกาข้อมือใหม่ เวลาของมัลดีฟจะช้ากว่าไทย 2 ชั่วโมง เช่น ไทยเวลา 14.00 น. มัลดีฟส์จะเวลา 12.00 น. และบางเกาะในมัลดีฟส์ก็อาจมีเวลาเร็วกว่าเมืองหลวงมาเล่ 1 ชั่วโมง

11.40 น. เครื่องลงจอดที่มัลดีฟส์ สนามบินที่นี่เล็กมาก เล็กกว่าสนามบินต่างจังหวัดบ้านเราเสียอีก ไม่มีงวงช้าง ไม่มีรถบัส ลงจากเครื่องแล้วเดินเข้าอาคารผู้โดยสารได้เลย

เข้าไปในอาคารผู้โดยสารแล้วต้องกรอกใบ ตม แอบแปลกใจว่าทำไมเค้าไม่แจกให้กรอกบนเครื่อง สายการบินอื่นก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ทำให้ต้องเสียเวลากรอก และหาเอกสาร

ใบ ตม มัลดีฟส์ หยิบได้ที่ในสนามบิน ข้อมูลที่กรอกก็คล้ายๆ กับประเทศอื่น กรอกง่าย

ฟรี wifi ในสนามบิน

ลองเปิด wifi พบว่าในสนามบินมีฟรี wifi แต่ต้องลงทะเบียนด้วยเบอร์มือถือ และนำ sms ที่ได้ กรอกลงหน้าเวบ ถ้ามือถือไม่ได้เปิด Roamimg ก็หมดสิทธิใช้ wifi สนามบิน

ตม มัลดีฟส์ ดูดุแต่สบายๆ

กรอกใบ ตม เสร็จก็ต่อแถวเพื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมือง คนไทยสามารถมาเที่ยวมัลดีฟส์ได้โดยไม่ต้องของ Visa และอยู่ได้นาน 30 วัน แอบมองดู ตม มัลดีฟส์ แต่ละคนหน้าตาดูดุ ผิวสี เห็นคนส่วนมากเข้า ตม ทีละคู่ หรือเป็นครอบครัวเลยก็มี ซึ่งต่างกับประเทศอื่นๆ เค้าให้เข้าได้ทีละคน บรรยากาศการตรวจคนเข้าเมืองของมัลดีฟส์ดูสบายๆ บางคนก็ชวนคุย

เสร็จจาก ตม ก็จะมีช่อง x-ray กระเป๋า เค้าดูเป็นจริง เป็นจังมาก เดินออกจากตรงนี้ก็จะเป็นสายพานกระเป๋า และทางออก

ถ้าต้องการซื้อซิมเล่นเนต / ใช้โทรศัพท์ เมื่อถึงทางออกให้เดินเลี้ยวขวา ร้านขายซิมที่นิยมซื้อชื่อร้าน dhiraagu

ออกมาด้านนอกก็จะเจอกับ Booth โรงแรมต่างๆ มากมาย Meeru Island Resort & Spa จะเป็น Booth หมายเลข 59 ตามที่เค้าแจ้งในเมล เดินหาได้ไม่ไกล

เราแจ้งชื่อกับพนักงาน เค้าให้เรารอ 10 นาที พอคนครบ เรือพร้อม ก็เดินไปขึ้นเรือกัน

ท่าเรือก็อยู่ที่สนามบิน น้ำทะเลสีฟ้าใส ไม่ต้องออกไปเกาะไกลๆ เลย

เรือของ Meeru รอบนี้เป็น Speed boat ลำใหญ่ แต่ก็อาจเป็นเรือเล็กได้ตามจำนวนผู้โดยสาร นับจำนวนผู้โดยสารคร่าวๆ ได้ 30 คน มีลูกเรือ Meeru ประมาณ 5 คน

ลูกเรือจะขนกระเป๋าเดินทางขึ้นเรือไปก่อน เสร็จแล้วเราถึงได้ขึ้นเรือ

มีการแนะนำตัวและต้อนรับสู่เรือ เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

มีน้ำดื่มให้คนละขวด

เส้นทางเดินเรือไปยังเกาะ Meeru ระยะทาง 45 กิโลเมตร

เรือขับเร็วแบบเรื่อยๆ ผ่านรีสอร์ทสวยๆ และ เกาะชาวบ้าน ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงเกาะ Meeru ถ้ายังทานน้ำไม่หมด อย่าลืมนำน้ำดื่มลงไปด้วย เป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ช่วยลดขยะที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้นในมัลดีฟส์

เวลาที่เกาะ Meeru ใช้เวลาเดียวกับมาเล่ คือ ช้ากว่าไทย 2 ชั่วโมง

เรือจอดเทียบท่าเรือของเกาะ กระเป๋าเดินทางไม่ต้องขนไปเอง พนักงานจะจัดการขนให้

ทะเลสวย น้ำใส ทรายขาว สำหรับคนที่เคยไปหลีเป๊ะ สิมิลัน หมู่เกาะในกระบี่ อาจรู้สึกเฉยๆ เพราะสวยไม่ต่างกัน

มีพนักงานตีกลองและตบมือต้อนรับ พนักงานรีสอร์ทมีหลายเชื้อชาติทั้งชาวมัลดีฟส์ เอเชีย ฝรั่ง หน้าออกแขกๆ ก็มี แต่รีสอร์ทนี้ไม่มีพนักงานคนไทย

ลงทะเบียนเข้าพัก

แขกที่มาเรือลำเดียวกันจะต้องรอลงทะเบียนเข้าพัก มีพนักงานมาอธิบายด้วยเสียงเบาๆ เป็นภาษาอังกฤษ ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

มี welcome drink + ผ้าขนหนูเช็ดเนื้อเช็ดตัว และเอกสารให้กรอก มีช่องให้กรอกวันแต่งงานด้วย คิดว่าเค้าคงมีของเล็กๆ น้อยๆ ร่วมแสดงความยินดีให้เรา บางคนได้อัพเกรดห้องก็มี

ช่อง Departure Flight อันนี้สำคัญ ใครที่เช็คเอ้าต์ที่นี่แล้วจะไปพักรีสอร์ทอื่น ต้องบอกเค้าว่ายังไม่กลับ เค้าจะมีรอบเรือให้เลือก ถ้าไม่บอกเค้าจะเอาเราไปส่งสนามบินตามเวลาเครื่องออก

ลงทะเบียนเสร็จจะมีพนักงานมาอธิบายตัวต่อตัวว่า All inclusive Plus รวมถึงอะไรบ้าง กินข้าวที่ห้องอาหารไหน มีโปรแกรมอะไรให้ทำบ้าง ฯลฯ พร้อมกับเอกสารตามที่พูด + แผนที่บนเกาะ ถ้าฟังไม่ทันก็อ่านจากกระดาษได้

รหัส wifi

User : นามสกุล
Password : หมายเลขห้อง

จากนั้นพนักงานพาเราไปยัง Reception เพื่อชำระเงินค่า Speed boat (Transfer) คนละ 150 USD จะจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้

แลกแบงค์ย่อยสำหรับทิป

เราขอแลกแบงค์ 20 USD ที่ Reception แตกเป็นแบงค์ย่อยเตรียมไว้เป็นทิป ได้ แบงค์ 5 USD 1 ใบ + แบงค์ 1 USD x 15 ใบ

พนักงานขนกระเป๋าจากเรือกองไว้ตรงนี้ ใบไหนของเราก็เข้าไปชี้แล้วบอกหมายเลขห้อง สักพักเค้าจะตามไปส่งที่ห้องให้

จากนั้นขึ้นรถไปห้องพักด้วยรถบักกี้ หรือ ที่บ้านเราเรียกว่ารถกอล์ฟ รถจอดที่ถนนด้านหน้าโซนจากนั้นก็เดินต่อเข้าห้องเอง ไม่ได้ตามมาส่งต่อถึงห้อง

โซนห้องพัก Garden จะเป็นห้องแถวรูปตัว U มีทั้งหมด 20 ห้อง ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นวิวทะเลแต่ก็เดินไปทะเลได้ด้วยการเดินไม่ถึงนาที แถมยังใกล้สระว่ายน้ำ ใกล้ Dhoni Bar ที่สามารถสั่งอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่อั้นตลอด 24 ชั่วโมง ใกล้ห้องอาหาร Farivalhu Restaurant

หน้าห้องมีเตียงผ้าใบ เก้าอี้ และราวตากผ้า

มีสายฉีดชำระล้างตัวก่อนขึ้นห้อง

ประตูห้องเป็นกลอนไฟฟ้า แตะการ์ดที่หน้าประตูจะเป็นการปลดล๊อค

ห้อง Garden Room Package All inclusive Plus

ตามข้อมูลของเวบ www.meeru.com บอกว่าห้องนี้มีขนาด 50 ตารางเมตร เป็นห้องที่รีโนเวทใหม่ ซึ่งก็ดูใหม่จริงๆ ภาพในเวบเป็นยังไง ของจริงก็แบบนั้นเลย สิ่งของเครื่องใช้ในห้อง ใช้ของดี ใหม่ สะอาด

ที่นอนนุ่มนอนสบาย หมอนขนเป็ดหนุนสบายหัวมาก

ห้องตกแต่งเรียบง่าย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ

โต๊ะทำงาน / เครื่องแป้ง ลิ้นชักใส่ของ ตู้เซฟ TV ตู้เย็น และ Minibar ที่จัดเต็มมาก

บนโต๊ะจะมีบอกว่า All inclusive Plus (AIP) ทานอะไรได้บ้าง คร่าวๆ ก็มีน้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เบียร์ ไวน์ ถ้าทานหมดแล้วต้องการเติมจะต้องเรียกพนักงานมาเซ็นบิล รู้สึกยุ่งยากยังไงไม่รู้ แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอลก็มีให้เยอะอยู่ ถ้าไม่ใช่คอทองแดงจริงกิน 2 วันก็ไม่น่าจะหมด

หรือถ้าอยากดื่มให้เต็มที่ก็ไปดื่มที่ Dhoni Bar ดีกว่า ไม่เสียเงินเพิ่ม

รายการมินิบาร์

Mini bar เต็มตู้เย็น

Mini bar ข้างตู้เย็น ในกระบะนี้มีไวน์ กับกาแฟซองเท่านั้นที่อยู่ใน All inclusive

โซฟานั่งเล่น

ห้องน้ำของห้อง Garden เป็นห้องน้ำแบบ indoor แยกโซนเปียก โซนแห้ง ที่นี่มีฝักบัวชำระด้วยน่าจะถูกใจคนไทย

ที่อาบน้ำเป็นฝักบัวกับ rain shower  ห้องน้ำดูใหม่และสะอาดมาก ของใช้ในห้องน้ำก็มี Body lotion หมวกอาบน้ำ คอตตอนบัด สบู่ แชมพู ครีมนวดผม

24 Hour “Afternoon” Tea at Dhoni Bar

สำรวจห้องเสร็จแล้วก็รู้สึกหิว เวลาที่ไทยก็ 17.30 น. แล้ว เลยไปหาของว่างทาน (ฟรี) ที่ Dhoni Bar เป็นบาร์ที่อยู่ติดสระว่ายน้ำ และทะเล

ห้องพักแต่ละประเภท แต่ละโซนจะทานที่บาร์คนละที่ ให้ดูจากใบที่พนักงานให้มา ถ้าไปผิดที่อาจไม่ได้อยู่ใน All inclusive ก็ต้องเสียตังค์จ่ายเอง

ขั้นตอนการสั่งอาหาร

1. นั่งที่โต๊ะ ขอเมนูกับพนักงานเสริฟ (Menu Please)

2. แจ้งเลขห้อง เลือกสั่งอาหารหน้าที่มี All inclusive Plus Package มีเครื่องดื่ม ผลไม้ ของกินเล่นแซนวิช แฮมเบอร์เกอร์ ของทอด ฯลฯ อาหารแต่ละอย่างจานค่อนข้างเล็ก และรอนาน แนะนำให้สั่งเผื่อไปเลย

3. เมื่อทานเสร็จแล้วเรียกพนักงานเสริฟขอบิล (Bill Please) จะมีบิลมาให้เซ็น แต่ไม่ได้เก็บเงิน

อาหารจัดเรียงมาสวย อร่อยใช้ได้ มีหลากหลาย แต่รอค่อนข้างนาน และพนักงานเสริฟมารับ order ช้า

กว่าจะได้มาเดินชมทะเลก็เกือบจะเย็นแล้ว หาดทรายที่นี่ขาว ดูสะอาดไม่มีขยะให้เห็น

ใต้ต้นมะพร้าวในรูปด้านล่าง เป็นพื้นที่ของ Dhoni Bar ใครชอบทะเล นอนเล่นตรงนี้ได้ทั้งวัน หิวก็สั่งอาหารมาทาน

ต้นมะพร้าวเอียงในรูปด้านล่างเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมของเกาะ Meeru มีรูปอยู่ใน Key card

ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่แสงสวยที่สุด หรือที่เรียกว่าแสง twilight มีแสงสีส้ม สีฟ้า เหมาะกับการถ่ายรูป

ตกเย็นบรรยากาศดีมาก ลมพัดมาเรื่อยๆ อากาศสดชื่น

Buffet มื้อเย็น

ทานได้ตั้งแต่ 19.00-21.00 น. พักห้อง Garden ทานได้ที่ห้องอาหาร Farivalhu Restaurant ส่วนห้องพักอื่นๆ เช็คจากเอกสารที่พนักงานแจกให้ อย่าไปผิดที่ ห้องอาหารนี้มีกฎเรื่องการแต่งกายอยู่นิดหน่อย คือ ห้ามใส่เสื้อกล้าม กับ ห้ามใส่ชุดว่ายน้ำ พื้นห้องอาหารเป็นทรายจะเดินเท้าเปล่าหรือใส่รองเท้าก็ได้

การทานอาหารครั้งแรก

จะต้องให้พนักงานพาไปยังโต๊ะ ใครพูดไม่ถูกก็ตามนี้เลย This is my first time. Please take me to table. ไปนั่งเองไม่ได้เพราะแต่ละโต๊ะจะมีเบอร์ห้องติดอยู่ ต้องนั่งโต๊ะเดิมตลอด และจะมีพนักงานบริการคนเดิมคอยบริการเรา

นั่งโต๊ะแล้วพนักงานจะนำน้ำเปล่ามาให้ ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ เลือกได้จากเมนู วิธีการก็เหมือนเดิมเลือกสั่งเครื่องดื่มหน้าที่มี All inclusive Plus Package จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

เมนูอาหาร (จากเวบ www.meeru.com)

หลายคนบอกว่าอาหารที่นี่ไม่อร่อย มันก็ไม่เชิงว่าไม่อร่อย แต่มันไม่ถูกปากคนไทย เพราะอาหารส่วนมากจะเอาใจชาวยุโรป และบางอย่างจะเป็นอาหารที่มีเครื่องเทศ ตามแบบฉบับของชาวมัลดีฟส์ อาหารเอเชียไม่ค่อยจะมี

ถึงที่นี่จะเป็นเกาะ ถึงมัลดีฟส์จะเป็นประเทศที่ล้อมไปด้วยทะเล แต่อาหารที่ห้องอาหารแทบจะไม่มีเมนูอาหารทะเลเลย

เห็นเมนู Cocktail นี้แปลกดีเลยสั่งมาลองทาน Bloody Mary เครื่องดื่มสีเลือด มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำมะเขือเทศ กับเหล้า Vodka คิดค้นขึ้นโดย Fernand Petiot ที่ New York Bar ใน Paris รสชาติเหมือนน้ำมะเขือเทศดอยคำ กินจนหมดแก้วก็ยังไม่มึนหัว

ห้องอาหารที่นี่สะอาดมาก มีพนักงานคอยเช็ดภาชนะที่ตัก เก็บอาหารที่ตก และ คอยจัดให้ดูน่าทานอยู่ตลอดเวลา

จำนวนอาหารกับแขกที่มาทาน ก็ดูเหมาะสม ตักได้สบายๆ ไม่ถึงกับต้องต่อแถว

ทานอิ่มแล้วเรียกพนักงานขอบิล พูดว่า Bill Please ยอด 0 เหรียญ เซ็นแล้วกลับห้องได้ หรือใครจะไปต่อที่บาร์ก็ได้

วันที่ 2 : สำรวจรีสอร์ท Meeru Island Resort & Spa

ฝนตกต่อเนื่องทั้งคืนจนถึงตอนเช้าก็ยังไม่หยุด ถึงจะมาเที่ยวหน้าร้อน จ่ายแพงกว่าปกติแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าฟ้าจะใส ทะเลจะสวย โปรแกรมของวันนี้คืออยู่ที่เกาะทั้งวัน ไม่ออกไปไหนเลย เดินเล่นรอบเกาะ เล่นน้ำ และถ่ายรูป

Buffet มื้อเช้า

ทานได้ตั้งแต่ 7.30-10.00 น. พักห้อง Garden ทานได้ที่ห้องอาหาร Farivalhu Restaurant เหมือนเดิม โต๊ะเดิมด้วย มื้อเช้าจะออกแนว American Breakfast มี Egg Station พ่อครัวยืนทำอาหารเมนูไข่ให้ตามที่เราต้องการ

เมนูอาหาร (จากเวบ www.meeru.com)

ตักมาทานอย่างละนิดละหน่อย

นั่งได้สักพักมีพนักงานถือกา มาเทกาแฟให้ หรือจะเลือกเป็นชาก็ได้ เราก็นึกว่าจะได้ทานกาแฟสดหอมๆ แต่นี่กาแฟธรรมดามาก

ขนมปังมีเยอะและหลากหลายดี

แซลมอน ชีส ไส้กรอก แต่ไม่มีวาซาบิให้จิ้ม

อาหารมื้อเช้าดูเหมือนจะถูกปากมากกว่ามื้อเย็น

เดินเล่นรอบเกาะ

ทานข้าวเสร็จแล้วฝนก็ยังไม่หยุดตก เลยหยิบร่มในห้องมากาง เดิ่นเที่ยวรอบเกาะ

มุมหมากรุก กระดานและหมากขนาดใหญ่

โต๊ะปิงปองฝั่งตรงข้าม Reception

ร้าน Gift Shop อยู่ข้าง Reception เป็นร้านขายของที่ระลึกของรีสอร์ท และขายของทั่วไปด้วย ของที่ระลึกก็มีเสื้อ โปสการ์ด magnet เรือไม้ สินค้าที่ทำจากกะลามะพร้าว อุปกรณ์ดำน้ำ หน้ากาก เสื้อชูชีพก็มีขาย ไอติม Magnum, cornetto ราคา 3.5 USD (ประมาณ 112 บาท) ของทุกอย่างราคาค่อนข้างแพง

ติดกับร้าน Gift Shop มีร้านขายเพชร กับ บริการถ่ายรูป แอบแปลกใจว่าจะมีคนมาซื้อแหวนเพชรบนเกาะด้วยเหรอ

Kids play room ห้องติดแอร์ มีของเล่นสำหรับเด็กเล็ก ในห้องมีพนักงานผู้หญิงเฝ้า ปูพื้นด้วยโฟมนิ่ม

Komas Teen club ห้องติดแอร์ ภายในห้องมีโต๊ะพูล โต๊ะบอล เครื่องเล่น Xbox ช่วงเช้าจะดูเงียบๆ สายกว่านี้มีคนมาเล่นเต็มห้อง

มองไปที่กิ่งไม้เห็นหอยทากแบบเดียวกับที่บ้านเราเลย

เปลือกหอยทากที่ตายแล้วก็จะเป็นบ้านให้กับปูเสฉวนที่อยู่บนเกาะนี้

กระดูกปลาวาฬใหญ่พอๆ กับรถบัส

EURO DIVERS สอนดำน้ำ (PADI)

เดินไปกลางเกาะมีสนามฟุตบอลด้วย พื้นเป็นหญ้าเทียม

สนามเทนนิสก็มี

น่าจะเป็นสนามแบต ตะกร้อ หรือวอลเล่ย์

สนามไดร์ฟกอล์ฟ (กำลังปรับปรุง)

จักรยานให้เช่า เริ่มต้นที่วันละ 6 USD

Sports center ห้องฟิตเนสอยู่ในนี้

ฝนเริ่มจะหยุด เปลี่ยนมาเดินชายหาดรอบเกาะบ้าง ระยะทางรอบเกาะประมาณ 1.5 กิโลเมตร

โซนห้องพัก Jacuzzi Beach Villas มีทั้งหมด 60 ห้อง หันหน้าเข้าทะเล เห็นวิวทะเลทุกห้อง หลังห้องเป็นห้องน้ำแบบ Outdoor มีอ่าง Jacuzzi ให้นอนแช่

นกทะเลตัวใหญ่ ก็มีให้เห็น

ทรายสีขาวที่มาจากการย่อยสลายของปะการัง

เข้าไปแหวกดูในต้นไม้เป็นปูเสฉวนนับ 100 ตัว อยู่กันอย่างหนาแน่นตามซอกไม้ กิ่งไม้ ปูชนิดนี้ปืนต้นไม้ได้ เปลือกหอยที่ปูเสฉวนอยู่เป็นเปลือกหอยทากที่อาศัยอยู่ในเกาะ

เห็นปูเสฉวน หอยทาก และธรรมชาติที่สมบูรณ์ของเกาะ นึกถึงเกาะตาชัย มีคล้ายๆ กัน น้ำใสพอๆ กันด้วย

ชายหาดมีอยู่รอบเกาะ เล่นน้ำได้ทุกที่น้ำไม่ลึก คลื่นไม่แรง ค่อนข้างเป็นส่วนตัว

พอฝนเริ่มหยุด คนก็เริ่มออกมาเล่นน้ำ พายเรือ

เราเดินมาถึงทิศเหนือสุดของเกาะ มีร้านอาหาร Maalan และบาร์ Uthuru ไม่ว่าจะพักโซนไหนก็หาของกินได้สะดวก

รูปด้านบนเป็นที่พักแบบกลางน้ำ Jacuzzi Water Villa เป็นที่พักที่แพงที่สุดของ Meeru โซนนี้มี 33 ห้อง ราคาที่พักหน้าโลว์ แบบ All Inclusive Plus รวม Tax และ ค่าธรรมเนียม อยู่ที่คืนละ 761 USD หรือประมาณ 24,284 บาท ทุกห้องมีอ่าง Jacuzzi และบันไดลงทะเล

เสียดายว่าแดดไม่ออกน้ำทะเลเลยดูไม่ใสมาก ความใสของน้ำพอๆ กับเกาะหลีเป๊ะ

เดินต่อมายังฝั่งตะวันออกของเกาะทางด้านทิศเหนือ เป็นที่พักแบบ Water Villa มีอยู่ด้วยกัน 26 หลัง มีต้นไม้แทรกแต่ละหลังดูเป็นส่วนตัว บ้านทุกหลังหันหน้าเข้าทะเล ลงจากบันได 5-6 ก้าว ก็ลงทะเลได้เลย ราคาที่พักหน้าโลว์ แบบ All Inclusive Plus รวม Tax และ ค่าธรรมเนียม อยู่ที่ประมาณคืนละ 588 USD หรือประมาณ 18,751 บาท

ที่พักแบบ Jacuzzi Water Villa โซนฝั่งตะวันออกของเกาะ มี 34 หลัง ที่ทางเดินจะมีตุ่มน้ำไว้ตักล้างทรายก่อนเข้าห้อง

Hot Rock restaurant & Bar

โซฟา และ หมอน ที่ตั้ง Outdoor มีปลอกเป็นผ้า ฝนตกเค้าก็ไม่ได้เอาเก็บ ปล่อยให้เปียก แดดมาก็ปล่อยให้แห้งเอง แต่ก็ไม่เห็นมีอันไหนดูเก่า หรือสกปรก คาดว่าเค้าคงเปลี่ยนบ่อย ให้ดูใหม่และสะอาด

อาคารในรูปบนเป็น Asian Work Restaurant & Bar และเกาะที่อยู่ถัดจาก Meeru เป็นเกาะ Dhiffushi ทั้งสองเกาะนี้ห่างกันเพียง 200 เมตร

เกาะ Dhiffushi เป็นเกาะที่อยู่อาศัยของชาวมัลดีฟส์ พื้นที่บนเกาะน้อยกว่าเกาะ Meeru นิดหน่อย ถึงจะเล็กกว่าแต่ก็ถือว่าเป็นเมืองขนาดย่อมเลย มีโรงพยาบาล โรงเรียน มัสยิด 2 แห่ง ร้านอาหาร ร้านขายของ และมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว 10 กว่าแห่ง ราคาเริ่มต้นที่ 1,xxx กว่าบาท

การเดินทางมายังเกาะ Dhiffushi ก็ไม่ยาก มีเรือ Ferry จากมาเล่มายังเกาะนี้ ด้วยค่าเรือเพียงคนละ 1.5 USD ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 15 นาที นั่งกันจนคุ้มเลยทีเดียว

หรือจะนั่ง Speed boat จากเมืองมาเล่ มาก็ได้ค่าเรือคนละ 25 USD (ขาเดียว) ก็ถือว่าถูกอยู่ดี

ชายหาดทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของเกาะ Meeru มีเศษปะการังค่อนข้างเยอะ และมีกองหิน เมื่อมองจาก Google map เดาว่าฝั่งนี้น่าจะมีปะการัง ปลาให้ดูอยู่บ้าง

ชายหาดทางตอนใต้ฝั่งตะวันตกของเกาะ พักห้อง Jacuzzi Beach Villas 101-122 จะเห็นวิวแบบนี้

ริมชายหาด

ลองเดินเข้าไปบริเวณกลางเกาะ มีที่พักของพนักงาน และอาคารคล้ายโรงงาน คาดว่าเป็นโรงไฟฟ้าขนาดย่อม ใช้จ่ายไฟทั่วทั้งเกาะ บริเวณกลางเกาะสีเขียวเยอะมาก มีต้นไม้ร่มรื่นทั้งเกาะ โดยเฉพาะต้นมะพร้าว

Buffet มื้อกลางวัน

ทานได้ตั้งแต่ 12.30-14.00 น. ทานที่ห้องอาหารเดิม โต๊ะเดิมด้วย เมนูอาหารดูคล้ายๆ กับด้านล่าง

เมนูอาหาร (จากเวบ www.meeru.com)

ไลน์อาหารจัดวางได้สวย ดูน่าทาน แต่หาอาหารที่รสชาติถูกปากยาก

อาหารมีครบทั้งจานหลัก สลัด ของหวาน ขนมปัง

ช่วงบ่ายวันนี้เรามีเวลาว่าง ก็ใช้เวลาไปกับการว่ายน้ำในสระ

ผ้าเช็ดตัวที่สระว่ายน้ำ ใหม่ สะอาด สระว่ายน้ำมีทั้งสระเด็กและสระผู้ใหญ่

หลังจากนั้น ลองสน๊อกเกิ้ลหน้าหาดดู ไม่เห็นปะการัง อาจไม่รู้จุดและเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้นด้วย แต่ถ้าใครไม่อยากเล่นน้ำ มาดูกันว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง ที่รวมอยู่ใน All inclusive Plus จ่ายแพงแล้วต้องเอาให้คุ้ม

กิจกรรม ที่รวมอยู่ใน All inclusive Plus

  • Snorkeling Boat – House Reef นั่งเรือไปสน๊อกเกิ้ล ดูปะการัง มีวันละ 2 รอบ เรือไปฟรี แต่อุปกรณ์ดำน้ำ หน้ากาก เสื้อชูชีพต้องนำไปเอง หรือ เช่า เครื่องดื่มบนเรือก็ไม่ฟรี ไปได้เฉพาะคนที่ว่ายน้ำเป็นเท่านั้น
  • Sunset “Punch” Cruise นั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน
  • Snorkeling Lesson มีวันอังคารกับวันศุกร์
  • Windsurf Lesson มีอุปกรณ์ให้
  • Golf Driving Range Lesson มีอุปกรณ์ให้
  • Fitness Center, Golf Driving Range, Tennis, Beach Volleyball and Badminton Courts, Table Tennis, Billiards, Snooker, Darts and Football Grounds มีอุปกรณ์ให้
  • พายเรือ Kayaks
  • โยคะ

กิจกรรมทุกอย่างจะไม่ตรงกับเวลามื้ออาหาร สบายใจได้ว่า ทันกลับมาทานที่เกาะแน่นอน กิจกรรมไหนรับจำนวนจำกัด เช่น Snorkeling กับ นั่งเรือ จะต้องจองล่วงหน้าที่ Reception สามารถจองกับพนักงาน หรือ จิ้มผ่านหน้าจอคล้าย ipad ตามรูปด้านล่าง

เค้าว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นผ่านไปไว เวลาบนเกาะ Meeru ก็เช่นกัน พรุ่งนี้ก็จะต้องเช็คเอ้าต์จากเกาะนี้แล้ว ก่อนที่จะถึงวันกลับ 1 วันทางโรงแรมจะเสียบจดหมายไว้หน้าห้อง เป็นกำหนดการเวลาของวันรุ่งขึ้น ว่าเราจะต้องตื่นกี่โมง เช็คเอ้าต์กี่โมง เรือออกจากเกาะกี่โมง ให้เราได้เตรียมตัว

ผู้ที่เดินทางกลับด้วย Flight Air asia FD178, Bangkok Airways PG712 จะต้องตื่น 6.30 น. มีเวลาให้ทานข้าว 30 นาที เรือออกจากรีสอร์ท 8.00 น. ส่วนเราจะไปพักมาเล่ต่อ ได้นั่งเรือรอบ 12.30 น.

ช่วงเย็นไปเดินเล่นชาดหาด เห็นเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน Sunset “Punch” Cruise กำลังจะออกจากเกาะ ฟ้าก็ค่อนข้างมืด เหมือนฝนกำลังจะตก คิดว่าเรือลำนี้น่าจะเจอฝนกลางทะเล

ด้วยภูมิประเทศเป็นเกาะ มีลมไหลตลอด พาเมฆฝนมาไว ไม่นานฟ้าสีดำก็ปกคลุมทั้งเกาะ

และฝนก็ตกในที่สุด …

มื้อเย็นของวันที่ 2

รายการอาหารดูเหมือนเดิม การสั่งอาหารเหมือนเดิม ขอผ่านไปเลยละกัน จะได้ไม่เล่าซ้ำ

ทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ กลับห้องเตรียมเก็บกระเป๋า มีพนักงานมาเคาะห้อง มอบสิ่งนี้ให้พร้อมกับบอกว่า Champagne for you. รับแชมเปญมาด้วยความงงๆ ว่าเค้าส่งผิดห้องหรือให้ฟรี แต่เคยเห็นรีวิวคนอื่นได้มาฟรี เราก็น่าจะฟรี (มั้ง)

Moet & Chandon Imperial ขนาด 375 ml เป็น Sparkling Wine หรือ Champagne จากฝรั่งเศส ราคาในไทยขวดละ 2,149 บาท รสชาติดี ถ้าทานคนเดียว รวดเดียวหมดขวดมีมึน ถึงเมา

วันที่ 3 : จากมีรู (Meeru) สู่มาเล่ (Male)

ทานข้าวเช้าด้วยใจที่ยังไม่อยากกลับ เหมือนว่า 2 คืนที่เกาะ Meeru ยังไม่เพียงพอ ตามธรรมเนียมการให้ทิป ถ้าพนักงานเสริฟบริการดี เราก็จะให้ทิปในวันสุดท้าย ปกติจะให้ 10-20 USD แต่ถ้าไม่ได้รับการบริการที่เป็นพิเศษ ไม่ได้รับความสะดวก จะไม่ให้ก็ไม่ผิดอะไร

11.00 น. วางกระเป๋าไว้หน้าห้อง ให้พนักงานมารับไปขึ้นเรือ ส่วนตัวเราไปเช็คเอ้าต์ที่ Reception ถ้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มก็จะถูกเก็บตอนเช็คเอ้าต์ แต่ของเราไม่มีอะไรต้องจ่ายเพิ่ม

พนักงานแจ้งว่าเช็คเอ้าต์แล้วก็ยังสั่งอาหารและเครื่องดื่มที่บาร์ทานได้

ที่นั่งรอขึ้นเรือ

วันนี้ฟ้าดูใสกว่า 2 วันที่ผ่านมา ไปเที่ยวทะเลทีไร เจอฝน ฟ้าหม่นแทบทุกที สงสัยจะไม่มีดวงกับทะเล

12.30 น. พนักงานพาไปขึ้นเรือ ขากลับเป็น Speed Boat ลำเล็ก มีแขกกลับไม่ถึง 10 คน ส่วนพนักงานของ Meeru มี 4 คน

เรือลำนี้จะไปส่งแขกที่สนามบินก่อน แล้วไปส่งเราที่มาเล่

บ๊าย บาย เกาะ Meeru คงไม่ได้มาเจอกันอีก เดินทางลำบาก และ ค่าใช้จ่ายแพง

เรือแล่นผ่านเกาะชาวบ้าน และรีสอร์ทหลายแห่ง มีรีสอร์ทที่สะดุดตาเรารีสอร์ทหนึ่ง ดูหรู และบ้านกลางน้ำขนาดใหญ่มาก รีสอร์ทนี้มีชื่อว่า Gili Lankanfushi Maldives ลองเช็คราคาช่วงหน้าโลว์ ห้องพักแบบที่ถูกที่สุดเป็น Villa Suite ราคาสำหรับ 2 คืน รวมอาหาร 3 มื้อ อยู่ที่ 11x,xxx บาท

ส่วนห้องที่แพงที่สุดเป็น The Private Reserve  ราคาสำหรับ 2 คืน รวมอาหาร 3 มื้อ อยู่ที่ 9.8 แสนกว่าๆ หรือ เกือบ 1 ล้านบาท แขกที่จะพักที่นี้คงไม่ใช่เศรษฐีธรรมดา น่าจะเป็นระดับมหาเศรษฐีมากกว่า

The Private Reserve คืนละเกือบ 5 แสนบาท เครดิตภาพ gili-lankanfushi.com

13.15 น. ถึงท่าเรือสนามบิน Velana International Airport บนเกาะ Hulhulé แขกคนอื่นลงเรือกันหมด มีเพียงคู่เราที่ไปลงมาเล่

อีก 5 นาทีต่อมา เราก็มาถึงเกาะมาเล่ เมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์

มาเล่ (Malé, މާލެ)

เป็นเมืองหลวง และเป็นเกาะที่มีประชากรมากที่สุดในมัลดีฟส์ มีประชากร 133,412 คน (ข้อมูลสถิติปี ค.ศ. 2015) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีคนเปรียบเทียบว่ามาเล่เป็นเมืองแห่งมัสยิดและตึกหลากสี เมืองมาเล่มีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก เพียง 5.8 ตารางกิโลเมตร เล็กขนาดไหนลองเปรียบเทียบกับสนามบินดอนเมืองดู สนามบินดอนเมืองมีพื้นที่ประมาณ 3881 ไร่ หรือประมาณ 6.2 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่ามาเล่นิดนึง ที่ตั้งของเกาะมาเล่อยู่ที่ วงนอกฝั่งทิศใต้ของ North Malé Atoll

ค่าครองชีพในเมืองมาเล่ ค่อนข้างสูง ราคาที่พัก และค่าอาหาร ดูจะแพงกว่าโตเกียว ฮ่องกง และ สิงคโปร์ เพราะส่วนมากต้องนำเข้า

เรือจอดที่ Jetty Number 2 ทิศเหนือของมาเล่ ลงจากเรือแล้วไปไหนต่อไม่ถูกเลย ไม่มีอินเตอร์เนต เปิด Google map ไม่ได้ เดินไปดูแผนที่ของเกาะที่ริมถนน ไม่มีชื่อโรงแรม Unima Grand ที่เราพัก

เราคิดว่ามาเล่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ เลยไม่ได้ print แผนที่โรงแรมมาด้วย คิดว่าโรงแรมจะหาง่าย กะว่าถ้าไปโรงแรมไม่ถูกจริงๆ ก็จะเรียก Taxi

น้ำใจชาวมัลดีฟส์

ระหว่างที่กำลังยืนงง หลงทางอยู่ ก็มีชาวมัลดีฟส์มาถามว่าเราจะไปไหน ก็เลยเอาชื่อโรงแรมให้เค้าดู ซึ่งเค้าก็ไม่รู้จัก แต่ก็หยิบโทรศัพท์โทรไปโรงแรมคุยอะไรกันซักอย่าง วางสายแล้วก็บอกเราว่า ให้ไปรอที่ท่าเรือ Hotel Taxi จะมารับเราไปโรงแรม จากนั้นก็บอกว่าเค้าขายของที่ระลึกอยู่ที่ตึกตรงโน้น พูดพร้อมกับชี้ไปที่ตึกสีฟ้ามีป้าย souvenir shop ชวนให้เราไปซื้อ เราบอกว่าเข้าโรงแรมแล้วจะมาซื้อนะ

ในใจก็คิดว่า Taxi ที่จะมาเป็นของโรงแรมจริงไหม หรือหลอกให้เราขึ้นรถแล้วเสียเงิน รอไม่นานชาวมัลดีฟส์ก็พาเราข้ามถนนไปขึ้นรถที่มีชื่อโรงแรมติดอยู่ เป็นรถของโรงแรมจริงๆ ก็ขอบคุณที่พาเรามาส่งถึงรถโรงแรม

รถโรงแรมใช้เวลาประมาณ 5 นาทีก็มาถึงโรงแรม ถ้าเดินก็ประมาณ 1 กิโลเมตร โรงแรมอยู่ใกล้มัสยิด Masjidh Noor

โรงแรมอยู่ในซอยเล็กๆ ถ้าไม่มี Google map น่าจะหายาก ป้ายโรงแรมก็ไม่โดดเด่น

ตัวโรงแรมเป็นตึกสูง 11 ชั้น ห้องพักบางห้องเป็นวิวทะเล และ สนามบิน

มี welcome drink เป็นน้ำส้ม ขวด ที่มีแต่ความหวาน

ราคาห้องพัก โรงแรม Unima Grand Hotel มาเล่

เราพักห้อง Superior Double คืนวันพฤหัสบดี ราคาห้องพักคืนละ 3,646 บาท ราคาแพงเอาเรื่องเหมือนกัน จองผ่าน agoda ราคานี้รวมอาหารเช้า และมีบริการ รถ+เรือ ไปยังสนามบิน

เช็คอินเสร็จจะได้ Key card และ รหัส wifi 2 ใบ

ภายในห้อง ดูแบบผ่านๆ ห้องใหม่ สวยดี พอได้จับของใช้ในห้องเหมือนเป็นเกรดหอพักนักศึกษา เช่นเฟอร์นิเจอร์ไม้อัด ที่พร้อมจะบวมทันทีที่โดนน้ำ สวิตช์ไฟ โคมไฟแบบราคาถูก มีการทำความสะอาดแบบลวกๆ

สวิตช์ไฟอยู่หัวเตียง รูปลั๊กไฟแบบ Universal ใช้ได้ทุกประเทศ

LCD TV และโต๊ะเครื่องแป้ง

น้ำดื่มฟรี 2 ขวด เฉพาะขวดที่ไม่แช่เย็น

เครื่องดื่มในตู้เย็น น้ำเปล่าขวดละ 0.5 USD น้ำอัดลม 1.3 USD ราคาพอรับได้

ห้องน้ำปูพื้นด้วยกระเบื้องแบบเรียบ เปียกน้ำแล้วจะลื่น พื้นเดินแล้วเหนียวเท้า เหมือนทำความสะอาดไม่ดี ร่องกระเบื้องก็เหลืองเป็นคราบ

สบู่ แชมพู เกรดไม่ค่อยดี ถ้าห้องราคาไม่เกินพันบาทจะไม่ว่าเลย แต่นี่คืนละ 3,600 กว่าบาท

ห้องน้ำแยกโซนเปียก โซนแห้ง

เดินเล่นในมาเล่ 

เก็บของเสร็จ ออกมาเดินเล่นในมาเล่ สถานที่สำคัญในมาเล่ก็มี มัสยิด Malé Friday Mosque, มัสยิดเก่า Munnaaru, พิพิธภัณฑ์ National Museum มีของเก่าให้ชม มีเรื่องราวการเปลี่ยนยุคจากสมัยก่อนนับถือศาสนาพุทธมาเป็นอิสลาม, Theemuge บ้านพักประธานาธิบดี, ตลาด ดูผลไม้ ของกินท้องถิ่น, ตลาดปลา, ชายหาดเทียมสำหรับเล่นน้ำ (Artificial Beach) ฯลฯ ทั้งหมดนี้เราสามารถเดินเที่ยวชมได้โดยไม่ต้องใช้รถ

เดินออกจากโรงแรมไปทางถนนใหญ่ พบว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ เมืองเล็กๆ แบบนี้เดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์สะดวกที่สุด ทางเท้าในมาเล่ไม่ค่อยจะมี ส่วนมากต้องเดินที่ถนน

ถึงแม้ว่ามัลดีฟส์จะเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามาก แต่ว่าไม่ใช่ที่มาเล่ เราแทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวในมาเล่เลย ถนนหนทางไม่ค่อยเป็นระเบียบมีขุด เจาะ รื้อ อยู่หลายที่ ไม่เหมาะเลยที่จะมาเดินเล่น

รถ Taxi ในมาเล่ เป็นรถคันเล็ก 1,200 – 1,500 cc

บ้านเมืองดูไม่สะอาดอย่างที่คิด ในรูปด้านล่างเป็นมินิมาร์ท INDO MART ร้านเล็กๆ เท่าที่เห็นไม่มีร้านสะดวกซื้อแบบ 7-eleven เลย

ก่อนจะกลับโรงแรม เราซื้อ Burger King กลับไปทานที่ห้อง มื้อนี้ราคา 20 USD พอดี (ประมาณ 638 บาท) ถ้าทานที่บ้านเราน่าจะไม่เกิน 400 บาท ค่าครองชีพสูงจริงๆ

การใช้เงิน USD ซื้อของ ถ้ามีเงินทอน จะได้ทอนเป็นเงินมัลดีฟส์ พยายามใช้เงินมัลดีฟส์ให้หมดเพราะไม่สามารถแลกคืนได้

4.30 น. (โดยประมาณ) สะดุ้ง ตื่นขึ้นจากเสียงละหมาดที่ดังผ่านเครื่องขยายเสียงที่กระจายอยู่รอบๆ มัสยิด ไม่นานเสียงก็หายไปเลยนอนต่อจนสว่าง อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ ไปทานข้าวเช้าที่ชั้น 11 ของโรงแรม

อาหารเช้า

มีไม่กี่อย่าง เท่าที่จำได้ก็มีแป้งโรตี อาหารคนแขก ไข่ต้ม แกงคล้ายมัสมั่นไก่ ข้าวสีเหลืองที่มีกลิ่นเครื่องเทศ ไส้กรอก baked beans นอกจากนี้ก็มีขนมปัง และ ผลไม้

เครื่องดื่มก็มีน้ำผลไม้ ชา กาแฟ น้ำเปล่า

อาหารทุกอย่างเกรดต่ำมาก ไส้กรอกแบบถูกๆ มัสมั่นไก่ เป็นไก่มีกระดูก ห่วยอย่างไม่น่าเชื่อ

ถ้าจะถามหาข้อดีของโรงแรม Unima Grand ก็คงจะเป็นวิวที่ห้องอาหารที่เห็นวิวได้กว้าง ทั้งวิวในตัวเมืองมาเล่ และสนามบิน

ใกล้กับโรงแรมกำลังก่อสร้างอะไรกันอยู่

สนามฟุตบอล และตึกหลากสี

Check out & Go to Airport

9.45 น. เช็คเอ้าต์จากโรงแรม และ บอกพนักงานที่ฟร้อนต์ว่าจะไปสนามบิน พนักงานก็ขับรถพาเรามาส่งยังท่าเรือ Ferry ซื้อตั๋วให้ด้วย (ถ้าซื้อเอง 1 USD) ทั้งหมดนี้เราไม่ต้องควักเงินเลยเพราะอยู่ในส่วนของ Transfer ที่โรงแรมมีให้

บนเรือก็มีแต่ชาวมัลดีฟส์ ส่วนมากเป็นผู้ชาย ระยะเวลาไปยังสนามบิน ประมาณ 10 นาที

สะพาน China-Maldives Friendship Bridge

เรือแล่นไปกลางทะเลจะเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ Male และ Hulhule (เกาะสนามบิน) มีชื่อสะพานอย่างเป็นทางการว่า China-Maldives Friendship Bridge มีระยะทางยาว 4 กิโลเมตร เป็นถนน 4 เลน

การก่อสร้างสะพานใช้งบ 200 ล้านดอลล่าร์ (USD) รัฐบาลจีนให้เงินช่วยเหลือ 116 ล้าน และให้กู้ 72 ล้าน ก่อสร้างโดยบริษัทสัญชาติจีน มีกำหนดแล้วเสร็จ เดือนกรกฎาคม 2018 ถ้าสะพานนี้สร้างเสร็จ เกาะ 3 เกาะที่สามารถเดินทางได้ด้วยรถก็มี Male, Hulhule และ Hulhumale

ความเห็นของชาวมัลดีฟส์ที่มีต่อสะพานนี้แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งแรกก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี สามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น ส่วนอีกฝั่งมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองมาก เรือ Ferry ก็สามารถข้ามเกาะได้อยู่แล้ว

China-Maldives Friendship Bridge

10 นาทีต่อมาเราก็มาถึงสนามบิน

ด้านนอกอาคารผู้โดยสารมีร้านอาหาร Thai Express, Burger King, Pizza ถ้าทานอาหารแนะนำตรงนี้เลย ด้านในอาคารของกินน้อย ราคาอาหารในสนามบินพอๆ กับในมาเล่ อิ่มละประมาณ 400-500 บาท / ต่อคน

สายการบิน Air asia และบางกอกแอร์ เข้าที่ทางเข้า 1 หรือ 2 อย่าเข้าทางอื่นนะ

เข้าไปด้านในก็เจอ Counter Air asia เลย

เช็คอินเสร็จก็จะได้ Boarding Pass ใบแข็งมา

ผ่าน ตม. ขาออกก็จะเจอกับร้านขายของที่ระลึก และ สินค้า Duty free

ของฝาก ของที่ระลึกมีราคาค่อนข้างแพง เช่น โปสการ์ด Magnet พวงกุญแจ เม็ดทรายในขวดแก้วขนาดประมาณยาดม ราคาโดยเฉลี่ย 4.5-7 USD

Duty free มีน้ำหอม นาฬิกา เหล้า บุหรี เครื่องสำอาง กระเป๋า สินค้าแบรนด์ ราคาแพงอีกเช่นกัน

ร้านอาหารด้านในมี Burger King ราคาเซตละ 12-18 USD

บริเวณที่นั่งรอขึ้นเครื่องมี wifi ให้ใช้ แต่ต้องใช้ sms ในการลงทะเบียน เราลองต่อ wifi แต่ไม่ได้ลงทะเบียนด้วย sms พบว่าเข้าเวบไม่ได้ Line ไม่ได้ แต่ App facebook ใช้งานได้

คอมพิวเตอร์ + อินเตอร์เนตมีให้ใช้ฟรี

Duty free & Dairy Queen.

เรียกขึ้นเครื่อง

12.10 น. พนักงานเรียกขึ้นเครื่อง ที่นี่ไม่มีบัสเกต ไม่มีงวงช้าง ออกจากประตูก็เดินขึ้นเครื่องได้เลย เป็นสนามบินเล็กๆ มีเที่ยวบินไม่กี่เที่ยวบิน

กัปตันประกาศว่าขากลับจะใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง นานกว่าขามาเสียอีก น่าจะเป็นผลมาจากทิศทางลม

ภาพวิวสวยๆ จากที่นั่งฝั่ง A

เกาะเล็กๆ และ sand bank

ขากลับเราสั่งข้าวมาทานเหมือนขามา

19.30 น. ถึงสนามบินดอนเมือง ช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย การเดินทางในทริปมัลดีฟส์ก็ขอจบเพียงเท่านี้

สรุปโดยรวมทริปมัลดีฟส์ (ความเห็นส่วนตัว)

ก่อนไปเรานึกถึงมัลดีฟส์ว่าเป็นสุดยอดทะเลสวยระดับโลก และรีสอร์ท 5 ดาว แต่พอได้เห็นของจริงก็พบว่าสวย ใส ธรรมชาติ พอๆ กับหลีเป๊ะบ้านเราเลย แต่ที่แตกต่างกันก็มีตรงที่มัลดีฟส์เป็นส่วนตัวกว่ามาก และค่าใช้จ่ายแพงกว่าเยอะ เดินทางนาน ตรงนี้ได้ข้อคิดว่าทะเลบ้านเราก็สวยระดับโลกเหมือนกัน

วันสุดท้ายที่ไปนอนที่มาเล่ เป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะมาเล่ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย เป็นเกาะที่อยู่อาศัยของชาวมัลดีฟส์ โรงแรมที่พักก็ไม่ดี ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้จะนอนที่ Meeru ที่เดิมแทน ถึงจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกหมื่นกว่าบาท แต่ก็คุ้ม

แพคเกจ All Inclusive Plus แบบที่รวมอาหาร และ เครื่องดื่ม เหมาะสำหรับคนที่สั่งอาหารทานตลอดวัน และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดื่มแต่น้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม เลือก Full Board จะคุ้มกว่า

Meeru Island Resort & Spa ชอบหลายอย่างในรีสอร์ทนี้ ห้องใหม่ สะอาด พนักงานบริการดี เกาะสวย เป็นธรรมชาติ ส่วนข้อเสียก็มีตรงที่อาหารไม่ถูกปาก รอบเกาะไม่มีปะการัง

สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวมัลดีฟส์ 4 วัน 3 คืน (ต่อสองคน) ไม่รวมถึงค่าเดินทางจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ

  • ตั๋วเครื่องบิน Air Asia กรุงเทพฯ – มัลดีฟส์ 10,840 บาท
  • ค่าโรงแรม Meeru Island Resort & Spa 2 คืน 27,901 บาท
  • ค่าโรงแรม Unima Grand 1 คืน 3,524 บาท
  • ค่าอาหาร 1 มื้อ 650 บาท
  • ค่า Transfer ไปยังเกาะ 300 USD ประมาณ 9,650 บาท
  • อื่นๆ 1,000 บาท

:: รวม 53,565 บาท ต่อสองคน หรือเฉลี่ย 26,782 บาท / คน

Post Views 37

กระเป๋าใส่ Passportเครื่องชั่งกระเป๋าเดินทาง

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *