เที่ยวเมืองระนอง น้ำพุร้อนรักษะวาริน พระราชวังรัตนรังสรรค์ จวนเจ้าเมืองระนอง ภูเขาหญ้า

ระนอง / เที่ยวเมืองระนอง น้ำพุร้อนรักษะวาริน พระราชวังรัตนรังสรรค์ จวนเจ้าเมืองระนอง ภูเขาหญ้า

วันที่ 3 : เที่ยวเมืองระนอง

จากรีวิวตอนที่แล้ว –> รีวิวเที่ยวเกาะพยาม บินนกแอร์ ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวรอบเกาะ ตอนนี้เราก็มาอยู่ที่ฝั่งระนองแล้ว วันนี้เราจะมาเที่ยวในตัวเมืองระนองกัน การเที่ยวในเมืองระนองโดยไม่มีรถส่วนตัวค่อนข้างลำบาก และจะไปได้เพียงไม่กี่ที่ วันนี้เราเลยเหมารถพร้อมคนขับ (เป็นไกด์ในตัว) ให้พาเที่ยวทั้งวัน โดยรับจากท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ และ ส่งเราที่โรงแรมในตอนเย็น

โดยติดต่อจองล่วงหน้าทางโทรศัพท์กับพลเพลส เอนเจนซี่ทัวร์ชื่อดังของระนอง ในราคา 2,000 บาท รวมค่าน้ำมันแล้ว เป็นรถกระบะ 4 ประตู แอร์เย็น นั่งสบาย โปรแกรมทัวร์วันนี้เริ่มต้นที่เวลา 10 โมง ไปจนถึง 5 โมงเย็น สถานที่ไปก็มีดังนี้ครับ 1. จวนเจ้าเมืองระนอง 2. หอพระ 9 เกจิอาจารย์ 3. พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) 4. วัดวารีบรรพต 5. ระนองแคนยอน 6. วัดหาดส้มแป้น 7. น้ำพุร้อนรักษะวาริน 8. บ่อน้ำร้อนบ้านทุ่งยอ 9. บ่อน้ำร้อนพรรั้ง – อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว 10. ศูนย์วิจัยป่าชายเลน 11. วัดบ้านหงาว 12. ภูเขาหญ้า นับๆ ดูแล้วเหมือนเยอะใช่ไหมครับ เนื่องจากว่าที่เที่ยวแต่ละที่อยู่ใกล้ๆ กัน และแต่ละจุดใช้เวลาไม่นานมาก เลยไปได้หลายที่

สถานที่แรกที่เราไปเป็น จวนเจ้าเมืองระนอง หรือ บ้านค่ายเจ้าเมืองระนอง เป็นบ้านเจ้าเมืองคนแรกของระนอง พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง ณ ระนอง) ท่านเป็นคนจีนที่สมรสกับคนไทยชาวพังงา และได้เข้ารับราชการ มีคุณงามความดีหลายอย่าง ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นหลวงรัตนเศรษฐีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในจวนเจ้าเมืองระนอง ประกอบไปด้วย บ้านหลังเล็กๆ ของตระกูล ณ ระนอง, ศาลบรรพบุรุษ ส่วนตัวอาคารเก่าที่เจ้าเมืองระนองได้พักอาศัย, เรือนรับรองแขก ได้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เหลือเพียงเสาและกำแพงอิฐ

อาคารหลังนี้เป็นศาลบรรพบุรุษ มีคุณโกศล ณ ระนอง (เสื้อสีเหลือง) บรรยายให้ความรู้ ความเป็นมาของจวนเจ้าเมืองระนอง

ศาลบรรพบุรุษ

ป้ายประจำตระกูล ณ ระนอง (ป้ายเกาหยัง) คุณโกศล ได้อธิบายถึงลายเส้นภาษาจีนแบบลายเส้นพู่กัน และพื้นหลังสีทองที่เห็นนั้นมีรายละเอียดมากมายไม่ว่าจะเป็นรูปค้างคาว ก้อนเมฆ และ ของขวัญ

ภายในบ้านมีรูปของตระกูล ณ ระนองติดเต็มผนัง

เก้าอี้ไม้โบราณ

เสาที่เห็นในรูปด้านล่างเป็นอาคารซินจู๊ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของ ทายาทรุ่น 2-3 ของตระกูล ณ ระนอง (คอซิมก๊อง – คอยู่หงี่)

ที่บริเวณกำแพงของจวนเจ้าเมือง เป็นกำแพงอิฐ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรูในสมัยปราบจลาจลอั้งยี่

ถ้าสังเกตให้ดีกำแพงจะมีช่องอยู่ตลอดแนว โดยมีอิฐแผ่นบางๆ ปิดไว้อยู่ เป็นช่องสำหรับยิงปืนออกไปที่ด้านนอก ป้องกันการโจมตีจากด้านนอก

ส่วนที่เป็นจวนเจ้าเมืองปัจจุบันเหลือเพียงผนังอิฐ กรมศิลปากรได้ทำหลังคาบังแดด บังฝนเพื่อไม่ให้พังไปมากกว่านี้ ปัจจุบันจวนเจ้าเมืองระนองได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว

สถานที่ที่สองที่เราไปเป็น หอพระ 9 เกจิอาจารย์ อยู่ใกล้กับพระราชวังรังสรรค์ (จำลอง) สร้างในปี พ.ศ. 2525 ภายในเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้

หอพระฯ จะอยู่ติดกับถนน จอดรถที่ริมถนนได้เลย

ภายในหอพระเก้าเกจิ

ถัดไปจากหอพระเก้าเกจิ ไม่ไกล เป็นที่ตั้งของพระราชวังรังสรรค์ (จำลอง)

พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)

เป็นพระราชวังรัตนรังสรรค์ที่ทำขึ้นมาใหม่ แทนของเดิมที่ได้พังไป ที่ตั้งพระราชวังรัตนรังสรรค์ของเก่าจะอยู่ที่บริเวณศาลากลางเมืองระนอง ปัจจุบันถูกรื้อสร้างเป็นศาลากลางระนองไปแล้ว พระราชวังรัตนรังสรรค์เป็นพระราชวังที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5? (พ.ศ.2433) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2452) และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7? (พ.ศ.2471)

ที่ตั้งของพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) จะอยู่ใกล้กับศาลากลางระนอง สร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากรูปถ่าย และ พระราชหัถเลขา ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในจดหมายเหตุทางราชการ

บริเวณด้านหน้าพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) เป็นสวนสาธารณะมีรูปปั้นการทำเหมือนแร่ในสมัยก่อน บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์แร่ธาตุในสมัยนั้น

ตัวพระราชวังที่ทำขึ้นมาใหม่ทำจากไม้สัก และ ไม้ตะเคียนทอง สามารถเดินถ่ายรูปด้านนอกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าต้องการชมด้านในเสียค่าบำรุงคนละ 20 บาท ภายในห้องต่างๆ ห้ามถ่ายรูป แต่สามารถถ่ายที่บริเวณระเบียง หรือ ทางเดินได้

วันที่ไปไม่มีนักท่องเที่ยวเลย บรรยากาศเงียบมาก ภายในพระราชวังมีการตกแต่งเป็นห้องบรรทม ห้องทรงงาน แอบสังเกตเห็นว่าบันไดเริ่มมีไม้ผุแล้วทั้งๆ ที่สร้างมาไม่นาน เป็นเพราะว่าเมืองระนองเป็นเมืองฝน 8 แดด 4 ความชื้น และ ฝนเป็นตัวทำให้สิ่งก่อสร้างพังได้เร็วขึ้น

ตัวพระราชวังมีพื้นที่ไม่มาก ใช้เวลาชม 15 นาทีก็เสร็จแล้วครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราจะขึ้นรถไปเที่ยวยังจุดต่อไป

วัดวารีบรรพต หรือ วัดบางนอน เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วัดแห่งนี้สร้างโดยหลวงพ่อด่วน ถามวโร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มาจากจังหวัดสงขลา ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านจึงได้พากันนิมนต์ท่านให้จำพรรษา ณ ที่แห่งนี้

ที่ด้านบนวัดตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นวิวได้โดยรอบ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีความยาวถึง 22 เมตร ในการก่อสร้างพระมีนายช่างของกรมศิลปกรมาควบคุมการก่อสร้าง พระพุทธรูปจึงมีรูปทรงที่สวยงามมาก

ที่ด้านล่างของวัดเป็นที่ตั้งของมหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต ซึ่งเป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงคล้ายกับทางพม่า เนื่องจากวัดนี้เป็นที่ศรัทธาของชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในระนอง จึงมีพระพม่า และช่างฝีมือของพม่ามาช่วยทำการสร้างเจดีย์นี้ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่วัดไทยมีเจดีย์แบบพม่า

มหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต เป็นเจดีย์สีทองปูกระเบื้องรอบเจดีย์มีพระประจำวันเกิดอยู่ที่ฐานเจดีย์

มหาทุติยเจดีย์ศรีบรรพต วัดวารีบรรพต

ที่วิหารด้านร่างเป็นที่ตั้งศพหลวงพ่อด่วน ท่านเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2550 ด้วยอายุ 90 พรรษา หลังจากหลวงพ่อด่วนได้เสียชีวิตแล้วมีพิธีเผาศพ ในงานได้เกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้น ในขณะที่ไฟลุกไหม้เป็นเวลาหลายนาที ไฟกลับไม่ไหม้ศพหลวงพ่อด่วน จนญาติโยมต้องยุติการเผา แล้วนำศพหลวงพ่อมาไว้ในโลงแก้วที่วิหารแห่งนี้ นอกจากศพหลวงพ่อจะเผาไม่ไหม้แล้วร่างกายก็ยังไม่เน่าเสียอีกด้วย

หมดช่วงเช้าเราไปกันได้ 4 ที่ครับ แวะทานข้าวแกงเติมพลังแถวๆ นั้น

ทานข้าวเสร็จเราเดินทางกันต่อ ขึ้นไปยังภูเขาด้านบนที่เป็นที่ตั้งของระนองแคนย่อน เห็นต้นไม้เขียวๆ ริมสองของทาง ระหว่างทางขึ้นไประนองแคนย่อน เมืองระนองช่างเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์จริงๆ มีภูเขา ต้นไม้เกือบทั้งจังหวัด และยังมีทะเล แหล่งสัตว์น้ำ พี่ไกด์เล่าให้เราฟังว่าเดี๋ยวนี้มีการรุกป่ามากขึ้นด้วยการทำให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตาย แล้วจะได้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม สามารถเข้าไปทำกินได้ เค้าก็จะเอาปาล์ม เอา ยางไปปลูกแทน ลองสังเกตได้ครับ ป่าระนองเดี๋ยวนี้มีต้นยาง ปาล์ม อยู่เต็มไปหมด

ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงระนองแคนย่อน ที่นี่สามารถจอดรถที่ริมถนนแล้วเข้าชมได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย

ระนองแคนย่อน เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่บนภูเขา แต่ก่อนบริเวณนี้มีการทำเหมืองแร่แบบฉีด ใช้วิธีฉีดน้ำเข้าไปที่ดิน ให้เซาะตัวแล้วหล่นลงมาในบ่อ แล้วแยกแร่ธาตุออกจากดิน และ ทราย พอหลังจากแร่ธาตุหมดก็เลิกทำเหมืองแร่กลายเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีวิวด้านหลังเป็นแนวภูเขาหินดูสวยแปลกตา น้ำที่อยู่ในบึงมีสีเขียวมรกต ค่อนข้างใสสะอาด มีคนนำปลาไปปล่อย และให้อาหารปลา จนมีฝูงปลาเป็นจำนวนมาก ชาวระนองมักจะมานั่งพักผ่อนรอบๆ บึงน้ำ ในตอนเช้าจะมีหมอกขึ้นโดยรอบ บรรยากาศคล้ายดอยในภาคเหนือ

ฝูงปลาในระนองแคนย่อน จำนวนเยอะมากจริงๆ

ศาลากลางน้ำ

ลงจากระนองแคนย่อนก็มาแวะให้อาหารปลาที่วัดหาดส้มแป้น พี่ไกด์พาแวะจุดไหนเราเอาหมดครับ

วัดหาดส้มแป้น เป็นวัดที่อยู่ไม่ไกลจากระนองแคนย่อนเท่าไหร่ แต่ห่างจากตัวเมืองระนองประมาณ 7 กิโลเมตร สิ่งที่หน้าสนใจของวัดนี้อยู่ที่ฝูงปลาพลวงหน้าวัด ที่คลองหาดส้มแป้น ปลาพลวงเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ตามน้ำตก เช่นน้ำตกพลิ้ว และต้องอยู่ในแหล่งน้ำสะอาดเท่านั้น ถ้าน้ำสกปรกปลาจะตายทันที

กิจกรรมที่วัดหาดส้มแป้นคงหนีไม่พ้นการให้อาหารปลา ปลาพลวงจะชอบทานแตงโม กับถั่วฝักยาว ส่วนอาหารปลาแบบเป็นเม็ดนั้น ไม่ค่อยชอบทาน

ตอนที่ยังไม่โยนแตงโมลงไปน้ำนิ่งๆ แบบนี้ แต่พอให้อาหารไปแล้วปลาออกมาเยอะเลย ตัวค่อนข้างใหญ่ ปลาพลวงเป็นปลาที่ไม่มีคนจับเอาไปกินเพราะมีความเชื่อว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ และ ปลาพลวงมีเนื้อที่ไม่อร่อยทานเข้าไปจะเกิดอาการมึนเมาเนื่องจากสารพิษในตัวปลา

ให้อาหารปลาเสร็จก็มาไฮไลท์ของ One day trip เมืองระนองแล้ว นั่นคือ น้ำพุร้อนรักษะวาริน

น้ำพุร้อนรักษะวาริน เป็นน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีอยู่ด้วยกัน 3 บ่อ บ่อใหญ่สุดเป็นบ่อพ่อ ถัดมาก็เป็นบ่อแม่ และ บ่อลูก ทั้ง 3 บ่อตั้งอยู่ในสวนสาธารณะรักษะวาริน อุณหภูมิน้ำประมาณ 65 องศา ในน้ำประกอบด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลายอย่าง แต่ที่แตกต่างจากบ่อน้ำร้อนแห่งอื่นคือไม่มีสารกำมะถันเจือปนเลย

น้ำในบ่อค่อนข้างใส มีสีอมฟ้า มีสารแคลเซียมคาบอร์เนตปนอยู่ในน้ำ ซึ่งทำให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอนน้ำเลยใส ถึงน้ำจะใสแต่ก็ไม่สามารถทานได้เพราะมีหินปูนอยู่ในน้ำ สังเกตได้จากขอบบ่อมีหินปูนสีเหลืองเกาะอยู่ปริมาณมาก

ทางเทศบาลเมืองระนองได้จัดทำบ่อแช่เท้าไว้ให้ สามารถแช่ได้ฟรี วีธีการแช่เท้าให้จุ่มลงไปเลย ห้ามขยับหรือเอาเท้าออกมันจะทำให้ร้อน ถ้าแช่ไว้ซักพักจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ไม่ร้อน ในตอนเย็นจะมีคนมาแช่เยอะ

ส่วนบ่อแช่ตัวเป็นของเอกชน ของโรงแรมทินิดี มีลักษณะเป็นบ่อกระเบื้อง บ่อสะอาด ค่าบริการคนละ 40 บาทเท่านั้น

ข้างๆ บ่อเอกชนจะเป็นคลองหาดส้มแป้น คลองเดียวกับที่เราเพิ่งให้อาหารปลาพลวง คลองช่วงนี้น้ำค่อนข้างน้อยไม่เหมือนที่หน้าวัดหาดส้มแป้น

ถัดจากบ่อน้ำร้อนจะเป็น ลานสุขภาพ ต้องถอดรองเท้า ก่อนเข้าไปด้านใน ที่บริเวณใต้ลานมีน้ำพุร้อนไหนผ่าน บนลานปูนแห่งนี้จึ้งมีอุณหภูมิร้อน เหมาะที่จะนอนให้ร่างกายได้รับความร้อน เลือดลมสูบฉีด การนอนครั้งนึงไม่ควรเกิน 30 นาที เพราะจะทำให้เสียเหงื่อมากเกินไป

ชมบ่อพ่อไปแล้ว จะไม่ไปดูบ่อแม่ และ บ่อลูกสาวก็กระไรอยู่ ทั้งสองบ่อนี้อยู่ริมถนน ขนาดเล็ก เป็นบ่อปูนคล้ายบ่อน้ำบาดาล เห็นมีคนมาตักน้ำจากบ่อไปใช้เหมือนกัน

บ่อแม่ และ บ่อลูกสาว

ดูบ่อน้ำร้อนอย่างเป็นทางการไปแล้วมาดูบ่อน้ำร้อนแบบชาวบ้านกันบ้าง บ่อนี้ชื่อว่า บ่อน้ำร้อนบ้านทุ่งยอ อยู่ที่ ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง อยู่ถัดจากน้ำพุร้อนรักษะวาริน ประมาณ 10 นาที (ด้วยการขับรถ)

บ่อน้ำร้อนบ้านทุ่งยอ เป็นบ่อแบบกลางแจ้ง รูปทรง 8 เหลี่ยม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เมตรกว่าๆ สูงจากพื้นดิน 0.8 เมตร ส่วนด้านในบ่อค่อนข้างลึก ในช่วงเช้า และ เย็นจะมีชาวบ้านบริเวณนี้มาอาบน้ำกัน น้ำในบ่อนี้ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่

น้ำในบ่อใสมาก สีเขียวมรกต มองเห็นถึงพื้นด้านล่าง

สงสัยว่าพี่ไกด์กลัวว่าเราจะรู้จักเมืองระนองไม่ดีพอ เลยพามาเที่ยว บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว บ่อน้ำร้อนนี้เป็นบ่อน้ำร้อนแห่งที่ 3 ของทริปนี้แล้ว พี่ไกด์พาไปไหนเราไปหมดครับ

การเข้าชมบ่อน้ำร้อนพรรั้ง ต้องเสียค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 20 บาท ราคานี้แค่เข้าไปถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว ถ้าไปนอนแช่น้ำน้ำร้อนด้วยยิ่งคุ้มสุดๆ แนะนำว่าถ้าใครมีเวลาให้ไปนอนแช่น้ำแร่ แล้วอย่าลืมเอาเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนด้วย

บัตรค่าธรรมเนียมอุทยานฯ

บ่อน้ำแร่ร้อนพรรั้ง

ประกอบไปด้วยบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ และ บ่อปูนซีเมนต์ประมาณ 5 บ่อ และน้ำร้อนที่ซึมออกมาจากผิวดิน กระจายเป็นแอ่ง ถึง 13 ตาน้ำ อุณหภูมิน้ำจะไม่ร้อนมาก ประมาณ 35-40 องศา ในน้ำมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลายอย่าง อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว มีบ้านพักให้บริการ

ด้านในอุทยานมีลำธารเล็กๆ น้ำตื้น ใส สังเกตที่พื้นดินดูครับ เป็นสีขาว เนื่องจากบริเวณนี้มีดินขาวอยู่มาก มีการขุดเอาไปทำเป็นวัตถุดิบทำเครื่องปั้นดินเผา ทรายที่สูบขึ้นมาจากคลองก็ไม่ต่างกัน เป็นทรายที่มีสีขาว สวยงาม

เราไปช่วงหน้าร้อน ดูเหมือนน้ำจะน้อยไปนิดนึง

บ่อน้ำร้อนพรรั้งเป็นบ่อซีเมนต์สามารถแช่ได้ทั้งตัว บ่อสะอาด บรรยากาศร่มรื่นมาก การแช่น้ำร้อนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม บ่อซีเมนต์มี 5 บ่อไม่ค่อยมีคนมาแช่ซักเท่าไหร่ บ่อนึงแช่ได้ประมาณ 10 กว่าคน แบบสบายๆ

ชมบ่อน้ำร้อนพรรั้งเสร็จ พี่ไกด์ใจดี ก็พาไปเที่ยวต่อที่ป่าชายเลนเมืองระนองต่อ เท่าที่อ่านรีวิวดูใน Pantip หรือที่ไหนก็ตามไม่ค่อยมีมีคนพูดถึงป่าชายเลนระนองเท่าไหร่เลย เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราที่ได้ไปในที่ๆ คนอื่นไม่ได้ไปกัน การเข้าชมป่าชายเลนไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ แต่จะมีสมุดให้ลงทะเบียนเยี่ยมชม

พื้นที่สงวนชีวมณฑล ระนอง หรือ ศูนย์วิจัยป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่ ต.หงาว อ. เมือง จ.ระนอง เป็นป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีต้นไม้ป่าชายเลนหลายชนิด เช่น โกงกาง แสมดำ ลำแพน ถั่วขาว ถั่วดำ โปรงแดง โปรงขาว ฯลฯ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่สัตว์น้ำอย่างปู ปลา หอย กุ้ง สัตว์บกก็มีลิงแสม สัตว์ปีกได้แก่พวกนกกินปลา

เส้นทางเดินชมป่าชายเลนเป็นทางเดินคอนกรีตยกตัวขึ้นมาจากพื้น ทางเดินเป็นวงกลมยาวประมาณ 200 เมตร มีป้ายบอกให้ความรู้ และศาลาพักระหว่างทาง ก่อนที่จะเดินชมด้านในแนะนำว่าก่อนที่จะเข้าไปด้านในควรหาไม้ติดมือไว้ซักหน่อย ไว้ป้องกันตัวจากลิงป่า

บรรยากาศภายในค่อนข้างเงียบ นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จักที่นี่ และการเดินทางต้องมาโดยรถส่วนตัวเท่านั้น

ป่าชายเลนที่นี่ใหญ่มาก มองเห็นต้นไม้ไปไกลสุดสายตาเลย แสงแดดจากด้านบนส่องลงมาไม่ถึงพื้นด้านล่าง มีต้นไม้บังแดดไว้หมด ถ้าให้เทียบกับป่าชายเลนที่คุ้งกระเบน ที่คุ้งกระเบนเล็กกว่ามาก

ที่นี่มีแผ่นป้ายให้ความรู้ติดตลอดทาง พืชป่าชายเลนมีประโยชน์มากครับ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ใบไม้ก็นำไปทำเป็นสมุนไพรได้ด้วย ส่วนรากโกงกางเป็นถ่านได้อย่างดี

ต้นไม้ป่าชายเลนที่นี่สูงมาก คงเป็นเพราะ ดิน น้ำ และอากาศที่เหมาะสม

เดินมาจนถึงสะพานข้ามคลองก็ไม่สามารถไปต่อได้ สะพานไม้ผุหมดเลย คลองตรงนี้เป็นคลองหงาว ถ้าข้ามคลองไปก็เป็นป่าชายเลยอีกมีหอคอยให้ชมวิวด้วย

คลองหงาว ป่าชายเลนรอบๆ อุดมสมบูรณ์มาก

ถ้ามาถึงสะพานข้ามคลองหงาว แสดงว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว ช่วงครึ่งทางที่เหลือได้เจอกันลิงแสมเจ้าถิ่น ห้ามให้อาหารลิงโดยเด็ดขาดนะครับ ลิงพวกนี้เป็นลิงป่า สามารถหาอาหารกินได้ตามธรรมชาติ การให้อาหารลิงทำให้ลิงไม่หาอาหารกินเองและจะคอยขโมยอาหารจากคนแทน

อาหารของลิงก็จะเป็นพวกยอดไม้อ่อน ลูกไม้ป่า ปู ไกด์บอกกับเราว่าถ้าลิงตัวไหนหางขาดแสดงว่าลิงตัวนั้นเอาหางไปแหย่รูปูให้ปูมางับเพื่อที่จะจับปู แต่ทีนี้พอเจอปูตัวใหญ่ก็โดนงับจนขาดเลย

ลิงพวกนี้ค่อนข้างกลัวคน พอเห็นคนเดินถือไม้มาก็วิ่งหลบเรากันหมดแล้ว บางตัวก็ไปหลบบนต้นไม้ แต่ตาก็ยังมองเราตลอดเวลา

รวมใช้เวลาที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลนประมาณ 35 นาทีเท่านั้น เดินสบาย แดดไม่ร้อน เป็นป่าชายเลนที่ใหญ่มาก มีป้ายให้ความรู้ติดตลอดทาง ส่วนสัตว์ไม่ค่อยเห็นอะไรมากนอกจากลิง

มองดูนาฬิกา 16.20 น. แล้ว โปรแกรมของพี่ไกด์ยังไม่หมดเลย เราเริ่มเหนื่อยและเพลียแดดไปตามๆ กัน วันนี้แดดแรงมาก

พี่ไกด์พาเรามาที่ วัดบ้านหงาว วัดนี้มีชื่อเสียงอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง 1. วังมัจฉา มีปลาจำนวนมากและขนาดก็ใหญ่แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มีตั้งแต่ปลาบึก ปลาจาระเม็ดน้ำจืด ปลาดุกยักษ์ 2. อุโบสถหลังใหม่ มีรายละเอียดที่สวยงามมาก 3. พระพุทธรูปดีบุก ที่ตั้งของวัดบ้านหงาวจะอยู่ใกล้กับภูเขาหญ้า และ อยู่ตรงข้ามกับน้ำตกหงาว

แวะมาให้อาหารปลาที่นี่กันก่อน ปลาตัวใหญ่มาก มีกุฏิพระอยู่ริมน้ำ ภูเขาที่อยู่หลังกุฏิพระมีบันไดขึ้นไปประมาณ 300 ขั้น ถ้าใครแรงดีก็ขึ้นไปชมวิวได้เป็นจุดชมวิว 360 องศา

อุโบสถหลังใหม่ของวัดบ้านหงาว ตอนนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี น่าจะประมาณ 90% แล้ว เป็นอุโบสถที่สวยงามมาก มีรายละเอียดลวดลายทุกชิ้นใช้โทนสีเหลือง ทอง มีบันไดพญานาคขึ้นไปยังอุโบสถ

บริเวณรอบๆ อุโบสถ มีหินแกะสลักเป็นเรื่องเล่าของเมืองระนอง

ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูป “หลวงพ่อดีบุก” เป็นพระพุทธรูปที่ทำจากดีบุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แร่ดีบุกถึง 3 ตัน รวมถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท

ฝั่งตรงข้ามอุโบสถเป็นน้ำตกหงาว เท่าที่เห็นด้วยตาไม่มีน้ำแล้ว ไกด์ถามเราว่าจะไปไหม เราคิดว่าไม่ไปดีกว่า น้ำก็ไม่มี เวลาก็เย็นแล้ว

สถานที่ปิดท้ายของ One day trip เมืองระนอง คือ ภูเขาหญ้า

ภูเขาหญ้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองระนอง ดังที่ได้กล่าวไว้ในคำขวัญของเมืองระนอง “คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง” ภูเขาหญ้าเป็นภูเขาหัวโล้น ขนาดไม่สูงสามารถเดินขึ้นไปได้ ในหน้าฝนภูเขาหญ้าจะเป็นสีเขียวดูสวยงาม คล้ายกับภาพ wallpaper ภูเขาหญ้าใน Windows XP ส่วนในหน้าแล้งภูเขาหญ้าก็จะเป็นหญ้าแห้งสีน้ำตาล ก่อนที่จะเข้าหน้าฝนในฤดูกาลใหม่จะมีคนมาเผาหญ้าที่บริเวณนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าภูเขาหญ้ามีตำนาน หรือที่มาไหม เท่าที่หาดู และถามไกด์ก็ไม่มีที่มา รู้แต่ว่ามันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไมไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย เป็นเพราะว่าเค้าทำให้มันตายไปครับ โดยการเอาขวานไปควั่นเปลือกไม้รอบต้นให้ยืนต้นตาย

จริงๆ แล้วภูเขาหญ้าไม่ได้ให้รถขึ้นไปวิ่งที่บนเขา แต่ก็มักจะมีรถขึ้นไปลองกัน เป็นรอยรถวิ่งอยู่หลายเส้น

รถกระบะสีดำคันนี้ครับ ที่พาเราเที่ยว รอบเมืองระนอง ทริปวันนี้จบลงที่เวลา 17.00 น. พอดีเป๊ะ เดี๋ยวพี่ไกด์ส่งเราเข้าพักที่โรงแรมในระนองก็เป็นเสร็จภารกิจ

ระหว่างเข้าเมืองระนองใช้ถนนเพชรเกษม จุดนี้เป็นสุดที่แคบที่สุดของถนนเพชรเกษม ขนาดพอที่รถวิ่งสวนกันได้เท่านั้น ไกด์เล่าว่าสมัยก่อนรถยังไม่เยอะ แล้วระนองไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน ถนนก็เลยเล็กเท่านั้นจะขยายออกก็ไม่ได้แล้วติดตึกแถวทั้งสองฝั่ง

ที่พักในคืนนี้เราพักที่ โรงแรมเลอ ระนอง (เรือนระนอง) เป็นที่พักในตัวเมือง อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนศรีอรุโณทัย เป็นโรงแรมที่ดัดแปลงจากตึกแถว ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ เบเกอร์รี่ ราคาที่พักอยู่ที่คืนละ 890 บาท ไม่รวมอาหารเช้า ห้อง Superior Double bed

Link. เช็คราคาโรงแรม เลอ ระนอง บิสโทร รับประกันราคาถูกสุด

ภายในห้องกว้างและสะอาดดีครับ ห้องน้ำใหญ่มากๆ เค้ายกตู้เสื้อผ้าและที่แต่งตัวไปไว้ในห้องน้ำ

ภายในห้องมี TV, ตู้เย็น + น้ำดื่ม 2 ขวด, ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 2 ผืน และผืนเล็ก 2 ผืน มีฟรี wifi

ในห้องน้ำครับ กว้างมาก แต่จะมีกลิ่นอับนิดนึง เนื่องจากในห้องน้ำไม่มีพัดลม และ ช่องระบายอากาศ

มื้อเย็นเราเดินไปหากินข้าวที่สี่แยกใกล้โรงแรม อาหารขายถูก แล้วอร่อยด้วยครับ คืนนี้นอนหลับแต่หัวค่ำเพราะเหนื่อยมาก

วันที่ 4 : กลับกรุงเทพฯ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วของทริปเกาะพยาม – ระนอง ขากลับเครื่องออกเวลา 18.35 น. มีเวลาเยอะ แต่ไม่รู้จะไปไหน รถก็ไม่มี ห้างในระนองก็ไม่มี ตอนเช้าเลยเดินเล่นหาของกินแถวนั้นกิน

สายๆ มานั่งทานกาแฟที่ร้านกาแฟ ด้านล่างโรงแรม ทางร้านถามว่าพักที่นี่ใช่ไหม มีฟรีกาแฟ 2 แก้ว โชคดีเลยครับ

เลยสั่งขนมมาทานเพิ่มกับกาแฟ กาแฟรสชาติดีส่วนขนมยังไม่อร่อยครับ เคยอ่านในหนังสือเจอมาว่ามาการองที่นี่อร่อย แต่เราไม่ได้ลองทาน

เรานั่งดูทีวีในห้องจนเกือบเที่ยง จากนั้นก็ไป check out แล้วนั่งเล่นฆ่าเวลาที่โซฟาหน้าโรงแรม

การเดินทางจากระนองไปสนามบิน เราใช้บริการรถตู้พลเพลส ให้รถมารับที่โรงแรมราคาคนละ 200 บาท ไปกัน 2 คนก็ 400 บาท เหมือนจะแอบแพงไปนิดนึงแต่ก็ยอมรับได้ เพราะรถตู้ก็มีคนนั่งไม่กี่คนเอง

จากตัวเมืองระนองมาจสนามบินระนองใช้เวลาประมาณ 30 นาที สนามบินระนองเป็นสนามบินที่เล็กมาก หลังจากสแกนกระเป๋าเข้าอาคารแล้วก็เจอกับเค้าน์เตอร์นกแอร์เลย เช็คอินและโหลดกระเป๋ากันตรงนี้เลยครับ

เที่ยวบินขากลับเราเป็นเที่ยวบิน DD7319 เป็นเครื่องบินใบพัด รุ่น ATR72-500 เส้นทางไหนที่นกแอร์มีผู้โดยสารไม่เยอะก็จะให้บริการด้วยเครื่องบินเล็ก เป็นครั้งแรกที่นั่งเครื่องบินเล็กขนาดนี้ครับ

หน้าตาเครื่องบินน่ารักมาก คนถ่ายรูปกันเต็มเลย ประตูเครื่องด้านหน้าไว้ใส่สัมภาระ ส่วนผู้โดยสารต้องขึ้นประตูหลัง

ภายในเครื่องจัดวางที่นั่งแบบฝั่งละ 2 ที่นั่ง มีที่นั่งทั้งหมด 70 ที่นั่ง แอร์โฮสเตส 2 คน กัปตันและนักบินผู้ช่วยอย่างละคน

ขากลับผู้โดยสารเกือบจะเต็มลำ ว่างเพียงไม่กี่ที่ ต่างกับขามาที่โล่งทั้งลำ

ช่วงที่เครื่อง Take Off จนไต่ความสูงจนถึงระดับการบิน เสียงเครื่องยนต์ค่อนข้างดัง จะพอได้ระดับแล้วก็นิ่มเหมือนเครื่องบินลำใหญ่

ขากลับมีของว่างเป็น Auntie Anne และน้ำ 1 กระปุก รวมใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีก็ลงจอดที่สนามบินดอนเมือง เครื่องบินรุ่นนี้ใช้ระยะทางในการ Landing ค่อนข้างสั้น เมื่อล้อแตะพื้นได้แล้วเครื่องบินวิ่งต่อด้วยความเร็วเหมือนรถยนต์ ไม่เหมือนเครื่องลำใหญ่พวก A320-200 ที่ต้องแล่นช้าๆ

รีวิวเที่ยวเกาะพยาม – ระนอง 4 วัน 3 คืนก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ 🙂

ค่าใช้จ่ายทริปเกาะพยาม – ระนอง 4 วัน 3 คืน ของ 2 คน

– ค่าตั๋วเครื่องบินนกแอร์ดอนเมือง – ระนอง ไป-กลับ 800 x 4 = 3,200 บาท (ราคาโปรฯ)

– ค่ารถไปท่าเรือ 200 x 2 = 400 บาท

– ค่าเรือ (ช้า) ระนอง – เกาะพยาม 200 x 2 = 400 บาท

– ที่พักเกาะพยาม นิธิพร บังกะโล 2 คืน 1,560 บาท

– เช่ามอเตอร์ไซค์ 2 คืน + น้ำมัน = 400 + 100 = 500 บาท

– ค่าเรือ (เร็ว) เกาะพยาม – ระนอง 350 x 2 = 700 บาท

– เหมารถพร้อมคนขับเที่ยวในระนอง + ทิป = 2,000 + 200 = 2,200 บาท

– ค่ารถไปสนามบิน 200 x 2 = 400 บาท

– ค่ากิน 12 มื้อ 3,000 บาท

– ที่พักระนอง เลอระนอง 1 คืน 890 บาท

– ของฝาก 1,000 บาท

– อื่นๆ 400 บาท

:: รวมค่าใช้จ่ายของ 2 คน 14,650 บาท หรือเฉลี่ยคนละ 7,325 บาท

Link. เช็คราคาโรงแรม เลอ ระนอง บิสโทร รับประกันราคาถูกสุด

Post Views 6225

กระเป๋าใส่ Passportเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *