รีวิวเที่ยวเวียงจันทน์ ไปเองง่าย ใช้งบไม่เยอะ

ช่วงนี้กระแสการท่องเที่ยวลาว ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะใกล้จะมีการเปิด AEC ในปลายปี 2558 ทำให้คนสนใจที่จะเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ประกอบกับลาว มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ คนลาวฟังภาษาไทยได้ และนิสัยดี ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวลาวกันมากขึ้น

ในรีวิวนี้จะไปทั้งหมด 5 วัน 4 คืน โดยพักที่เวียงจันทน์ 1 คืน, วังเวียง 2 คืน และ กลับมานอนฝั่งไทยอุดรธานี 1 คืน เพื่อให้สะดวกในการอ่านจะขอแบ่งเป็น 2 ตอน ในรีวิวนี้จะเป็นส่วนของเวียงจันทน์ และตอนหน้าจะเป็นส่วนของวังเวียง

  • การเดินทางไปเวียงจันทน์

การเดินทางไปเวียงจันทน์มีวิธิไปหลายแบบ ขึ้นกับว่าสะดวกทางไหน มีงบเท่าไหร่ สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถ และ ทางเครื่องบิน

1. รถยนต์ส่วนตัว : เป็นการเดินทางที่นิยมโดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ (2) เข้าหนองคาย วิ่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์)

2. รถประจำทาง : มีรถประจำทางวิ่งรถหว่างประเทศในเส้นทาง อุดรธานี – หนองคาย – เวียงจันทน์ และ ขอนแก่น – เวียงจันทน์ สามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งประจำจังหวัด

3. เครื่องบิน : มี 3 สายการบินที่บินตรงกรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ (ท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต) ได้แก่ลาวแอร์ไลน์ บางกอกแอร์เวย์ และ Air asia ราคาค่าโดยสารไป – กลับ เริ่มต้นที่ประมาณ 3,900 บาท

4. เครื่องบิน + รถ : นอกจากนี้แล้วยังมีการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างทางเครื่องบินและทางรถ เช่น นั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินอุดรฯ ต่อรถตู้ไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ข้ามแดนไปฝั่งลาว ต่อรถเข้าเวียงจันทน์

การเดินทางในทริปนี้เราจะเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงที่สนามบินอุดรฯ ต่อรถตู้ไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ข้ามแดนไปฝั่งลาว ต่อรถเข้าเวียงจันทน์ ราคาตั๋วเครื่องบิน Air asia จองในช่วงโปรโมชั่น Big Sale ได้ในราคา 0 บาท รวมค่าธรรมเนียม ภาษีสนามบินแล้วก็ตกคนละไม่กี่บาท เลยซื้อของว่างกินเล่นบนเครื่องอุดหนุน Air asia ซักหน่อย

สรุปแล้วเสียค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ คนละ 522.6 บาท เป็นราคาที่ถูกมากๆ

  • เอกสารที่ต้องใช้ในการข้ามไปเวียงจันทน์

เนื่องจากเป็นการเดินทางระหว่างประเทศ เอกสารการเดินทางที่ต้องมีก็จะเป็นหนังสือเดินทาง (Passport) สำหรับคนที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ก็สามารถทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border pass) ได้ โดยใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐาน บัตรผ่านแดนชั่วคราวสามารถอยู่ในเวียงจันทน์ได้ไม่เกิน 3 วัน และไม่สามารถข้ามไปยังเมืองอื่นนอกเวียงจันทน์ได้ หากต้องการไปเวียงจันทน์เพียงอย่างเดียวสามารถติดต่อทำบัตรผ่านแดนฯ ได้ที่บริเวณตีนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ในฝั่งไทย จะมีบริการทำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

คำแนะนำ การไปเวียงจันทน์ที่สะดวกที่สุดแนะนำให้ใช้หนังสือเดินทาง สามารถอยู่ในลาวได้สูงสุด 30 วัน

  • เงินลาว กีบ (Kip)

ประเทศลาวใช้เงินสกุลกีบ มีหน่วยเงินเป็นตัวย่อว่า Kip หรือ LAK (The Lao Kip) อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท THB : เงินกีบ LAK จะอยู่ที่ 1 บาท : 247 กีบ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2557) การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ ให้ใช้วิธีตัดศูนย์สามตัวหลังของเงินกีบออก แล้วคูณด้วยสี่ จะเป็นเรทเงินบาท

ตัวอย่าง 10,000 กีบ เท่ากับกี่บาท?

ตัวศูนย์สามตัวหลังของเงินกีบจะได้ 10000 จากนั้นนำไปคูณด้วย 4 จะได้ 10 x 4 เท่ากับ 40 บาท

ในประเทศลาวสามารถใช้เงินบาทได้เกือบทุกที่ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม รถรับจ้าง สถานที่ท่องเที่ยวรับเงินบาทหมด แต่จะรับเฉพาะธนบัตรเท่านั้น ถึงยังไง ก็ควรพกเงินกีบติดตัวไว้บ้าง เพราะบางอย่างใช้เงินกีบจะลงตัวกว่า

เงินกีบจะมีแต่ธนบัตรเท่านั้น ไม่มีเหรียญ ธนบัตรที่ใช้ก็มีมูลค่าดังนี้ 500 กีบ, 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ, 20,000 กีบ, และ 50,000 กีบ

หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนการเดินทางกันแล้ว ก็ตัดมาวันเดินทางเลยครับ เราเดินทางด้วยสายการบิน Air asia กรุงเทพฯ – อุดรธานี เที่ยวบิน FD3354 ออกเดินทางเวลา 7.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็มาถึงสนามบินอุดรฯ แล้ว

ออกจากอาคารผู้โดยสารก็จะเจอกับที่ขายตั๋ว Limousine Service เข้าเมืองอุดรฯ คนละ 80 บาท ไปหนองคาย – สะพานมิตรภาพไทย-ลาว คนละ 200 บาท

ซื้อตั๋วเสร็จเดินไปขึ้นรถได้เลย ให้บริการด้วยรถตู้ ใหม่ สะอาด รถนั่งสบาย ขับดี

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ รถตู้ก็มาส่งที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ฝั่งไทย คนที่มี Passport สามารถขอใบ ตม. กับเจ้าหน้าที่เสื้อสีฟ้าได้เลย แล้วกรอกข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนเข้าด่าน ตม. สำหรับคนที่ไม่มี Passport ให้ไปติดต่อที่ข้างตู้ ATM TMB มีคนรับทำใบผ่านแดน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

หลังจากนั้นก็เข้าด่าน ตม. ฝั่งไทย คนที่ข้ามแดนด้วย Passport กับคนที่ใช้ใบผ่านแดนจะเข้าคนละช่อง ให้สังเกตให้ดีก่อนต่อแถว

เสร็จจาก ตม. ฝั่งไทยเราจะต้องนั่งรถข้ามสะพานมิตรภาพมายังฝั่งลาวที่ตีนสะพานอีกด้าน ค่ารถจะอยู่ที่คนละ 20 บาทในวันหยุด และ 15 บาทในวันธรรมดา

ซื้อตั๋วเสร็จเดินมาขึ้นรถได้เลย รถที่ข้ามสะพานจะเป็นรถบัสพัดลม มาถึงก่อนก็มีที่นั่ง ถึงทีหลังก็ยืนเอา ระยะทางสั้นๆ แค่ข้ามสะพาน จะยืนหรือนั่งก็คงไม่เป็นไร

รถจอดหน้าด่าน ตม. ลาว

ลงจากรถแล้วให้ไปต่อแถวซื้อการ์ดผ่านแดนตามรูปด้านบน 1 คน / 1 ใบ ต้องใช้ Passport ในการซื้อด้วย

ราคาการ์ดผ่านแดน

  • ในเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 1,000 กีบ หรือ 4 บาท
  • นอกเวลาราชการ : 40-45 บาท

บริเวณด่าน ตม. ลาว จะมีที่รับแลกเงินไทยบาท เป็นลาวกีบ วิธีการซื้อให้บอกเค้าว่าจะเอาเงินไทยกี่บาทไปแลก  อย่างเช่นแลก 6,000 บาท เค้าจะพิมพ์ใบอัตราแลกเปลี่ยนมาให้เราดู 6,000 บาท x อัตราแลกเปลี่ยน 246.39 = 1,478,340 กีบ เศษต่ำกว่า 500 กีบจะปัดขึ้นปัดลง แนะนำว่าไม่ต้องแลกไปเยอะ แลกไปแค่พอดีใช้ก็พอ เพราะที่ลาวก็ใช้เงินบาทได้

ข้อควรระวัง. เงินลาวมีตัวเลขค่อนข้างเยอะ ควรนับเงินให้เรียบร้อยก่อนออกจากร้านรับแลกเงิน

หลังจากแลกเงินเสร็จก็เข้าแถวไปขอใบ ตม. ลาว เขียนข้อมูลการเข้าเมืองให้เรียบร้อย แล้วต่อแถวเข้าด่าน ตม. ลาวใหม่อีกรอบ

ออกจาก ตม. ลาว ให้ใช้การ์ดผ่านแดนเสียบ เพื่อออกจากด่าน เครื่องจะดูดการ์ดไปเลย ขั้นตอนอาจจะดูเยอะหน่อย แต่ใช้เวลาไม่นาน รวมแล้วใช้เวลาตั้งแต่ตีนสะพานมิตรภาพฝั่งไทย ไปจนถึงผ่านแดนฝั่งลาว ประมาณ 30 – 45 นาที

  • จากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เข้าตัวเมืองเวียงจันทน์

เมื่อมาถึงฝั่งลาวแล้วสามารถเข้าตัวเมืองเวียงจันทน์ได้ง่ายๆ ด้วยการนั่งรถเมล์เขียวปรับอากาศสาย 162 รถจอดหลังจากผ่าน ตม. ลาวมาแล้ว ค่าโดยสารเพียงคนละ 6,000 กีบ หรือ 24 บาท ระยะทางจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปเวียงจันทน์ประมาณ 21 กิโลเมตรเท่านั้น

  • เหมารถเที่ยวในเวียงจันทน์

สำหรับท่านที่อยากเที่ยวสถานที่สำคัญในเวียงจันทน์เช่น ประตูชัย พระธาตุหลวง หอพระแก้ว วัดสีสะเกด ตลาดเช้า ในเวลาจำกัด การเหมารถพร้อมคนขับน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด สะดวกสบาย รวดเร็ว เที่ยวเสร็จแล้วส่งเราที่โรงแรมเลย ทันทีที่พ้นจาก ตม. ลาว เข้ามาในประเทศลาว ก็จะมีคนขับรถชนิดต่างๆ มาเสนอตัวหลายคน บางคนก็ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เหมือนเป็นไกด์ไปในตัว อัตราค่าบริการเหมารถในเวียงจันทน์ราคาดังนี้ครับ

– รถตุ๊กตุ๊ก หรือรถกระป๊อ นั่งได้ประมาณ 4 คน เหมา 700 บาท

– รถเก๋ง นั่งได้ประมาณ 3-4 คน เหมา 800 บาท

– รถตู้เล็ก hyundai นั่งได้ประมาณ 7 คน เหมา 900 บาท

กว่าเราจะถึงฝั่งลาวก็ประมาณ 11 โมง ด้วยเวลาที่มีไม่เยอะ บวกกับความขี้เกียจ เลยตัดสินใจเหมารถพร้อมคนขับดีกว่า เราเหมาเป็นรถเก๋ง ยี่ห้อ Hyundai สภาพค่อนข้างใหม่ คนขับพูดไทยได้ราวกับว่าเป็นคนไทยเลย ในลาวจะขับรถพวงมาลัยซ้ายต่างกับบ้านเรา

ผมคุยกับคนขับรถชาวลาว ได้ความรู้อะไรหลายๆ อย่าง เช่นคนลาวพูดไทยได้ถึง 80-90% ส่วนที่พูดไม่ได้ก็ฟังภาษาไทยออก เพราะคนลาวเค้าดูทีวีไทยกัน ในประเทศลาวต้องนำเข้าสินค้าจากไทยเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุง ขนม เครื่องดื่ม ของใช้ในบ้าน น้ำมัน แก๊ส ทำให้ค่าครองชีพในลาวค่อนข้างสูง สวนทางกับรายได้ที่ไม่มาก

สถานที่แรกที่เราจะไปนั้นเป็นพระธาตุหลวง คนขับมาส่งเราที่ข้างพระธาตุหลวง และรอเราที่รถ

พระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกะจุฬามณี (ພຣະທາດຫລວງ) เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในประเทศลาว เรียกได้ว่าใครมาเวียงจันทน์ก็ต้องมาที่พระธาตุหลวง ไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึง ตามประวัติบอกว่าพระธาตุหลวงสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 238 พร้อมกับเมืองเวียงจันทน์ ผู้สร้างคือ บุรีจันอ้วยล้วย หรือ พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้าเหนือหัวผู้ครองนครเวียงจันทน์พระองค์แรก พร้อมกับพระอรหันต์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2109 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้ทรงย้ายราชธานีมาที่เวียงจันทน์ พระองค์จึงได้มีพระบรมราชโองการให้สร้างองค์พระธาตุหลวงขึ้นมาใหม่ โดยสร้างครอบพระธาตุองค์เก่าที่มีมาแต่โบราณกาล หลังจากได้สร้างพระธาตุหลวงเสร็จแล้ว ทรงพระราชทานนามว่า “พระธาตุเจดีย์โลกจุฬามณี” แต่คนก็ยังติดปากเรียกว่า “พระธาตุหลวง” เหมือนเดิม

ตัวองค์พระธาตุมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม มีความสูง 45 เมตร ทาด้วยสีทอง มีหอไหว้พระอยู่ทั้ง 4 ด้าน มีรั้วล้อมรอบ ด้วยความสำคัญของพระธาตุหลวง จึงมีการนำสัญลักษณ์ของพระธาตุหลวงไปเป็นส่วนหนึ่งตราแผ่นดินลาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

การจะเข้าชมในพระธาตุหลวงจะต้องซื้อบัตรเข้าชม ราคาเพียง 5,000 กีบ หรือประมาณ 20 บาท เท่านั้น

ค่าเข้าชมพระธาตุหลวง

– คนลาว 2,000 กีบ

– ชาวต่างชาติ 5,000 กีบ

เวลาในการเปิดเข้าชม

– เปิดทุกวัน 8.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.

ตามสถานที่ท่องเที่ยวในลาวส่วนมากจะปิดช่วงพักเที่ยง แนะนำให้กะเวลาให้ไปถึงก่อนเที่ยง หรือบ่ายไปเลยจะได้ไม่เสียเวลารอ แต่ถ้าเข้าชมก่อนเที่ยงก็สามารถอยู่ในสถานที่นั้นนานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกมาก่อนเที่ยง

หอไหว้พระ พระธาตุหลวง

บริเวณทางเดินรอบพระธาตุจะมีพระพุทธรูปเก่า ศิลาจารึก และของเก่าวางให้ชมกันหลายชิ้น

คู่นี้มาถ่าย Prewedding ที่พระธาตุหลวง

ตัวพระธาตุหลวงมีลักษณะเป็น 4 เหลี่ยมมีทางเดินได้โดยรอบ พื้นที่ไม่กว้างมาก ใช้เวลา 15-20 นาทีก็เดินจนทั่วแล้ว

ชมพระธาตุหลวงเสร็จแล้ว แนะนำให้เดินชมวัดที่อยู่รอบๆ จะว่าไปแล้ววัวาอาราม พระธาตุหลวง ของลาวก็มีรูปทรง สถาปัตยกรรมคล้ายกับของไทย

แต่ละสถานที่คนข้างน้อยเห็นแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ สถานที่สำคัญระดับประเทศทำไมคนมาเที่ยวน้อยจัง

วัดนี้เพิ่งทำเสร็จใหม่ สวยงามมาก

หน้าพระธาตุหลวงจะมีร้านขายของฝาก ของที่ระลึก ของที่ขายก็มีเสื้อยืดที่ระลึก ผ้าซิ่น เครื่องเงิน กระเป๋าผ้า พวงกุญแจ สำหรับสินค้าที่คนนิยมซื้อก็จะเป็นพวกเครื่องเงิน กำไลเงิน เข็มขัดเงิน ผ้าซิ่น แนะนำให้ซื้อไปฝากคุณย่า คุณยายที่บ้านครับ

จากการที่ได้สอบถามราคา และซื้อติดไม้ติดมือกลับมา พบว่าราคาไม่แพง ราคาที่บอกมาก็ไม่ได้บวกเยอะเว่อร์เหมือนตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ สามารถต่อรองได้อีกนิดหน่อยด้วย ร้านค้าที่นี่รับทั้งเงินบาทและเงินกีบ พูดไทยกันได้ทุกร้าน

เครื่องเงินลาว

รวมแล้วเราใช้เวลาไปที่พระธาตุหลวงประมาณ 50 นาที จากนั้นก็ขึ้นรถไปต่อที่ประตูชัย ระยะทางจากพระธาตุหลวงมาประตูชัย เพียง 7 นาทีเท่านั้น

ประตูชัย หรือ ปะตูไซ (Patuxay) เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเวียงจันทน์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับประชาชนที่ต่อสู้และเสียชีวิต ในสงครามก่อนการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2512 สถาปัตยกรรมของประตูชัยเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศสกับสถาปัตยกรรมทางท้องถิ่นของลาว เขมร ถ้าดูไกลๆ จะเห็นว่าคล้ายกับประตูชัยที่ปารีส ฝรั่งเศส (Arc de Triomphe)

การเข้าชมรอบๆ ประตูชัย ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าต้องการขึ้นไปชมวิวที่ด้านบนของประตูชัย ต้องเสียค่าเข้า 3,000 กีบ หรือประมาณ 12 บาท

ยืนที่ใต้ประตูชัยแล้วมองขึ้นไปด้านบน จะเห็นลวดลายของประตูชัย เป็นรูปเทพเจ้า เทวดา คล้ายกับลวดลายในวัดไทย

ถ้าเดินลอดประตูชัยไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นกับสระน้ำทรงกลมขนาดใหญ่  ตึกทางด้านซ้าย (หลังคาสีแดง) ของสระน้ำเขียนไว้ว่า “ห้องว่าการลัดทะบาน”

บริเวณนี้เต็มไปด้วยสถานที่ราชการหลายแห่ง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี กระทรวงต่างประเทศ สถานทูตไทย สถานทูตมาเลเซีย สถานทูตเวียดนาม ฯลฯ

ม้านั่งบริเวณประตูชัย ให้การสนับสนุนโดย Beeline บ.ทางด้านการสื่อสารในประเทศลาว 3G, 4G และ ISP

ลองหัดอ่านภาษาลาวกันครับ ข้อความด้านล่าง Beeline อ่านว่าอย่างไหร่ … เฉลยครับ “ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่” ภาษาลาวใกล้เคียงกับภาษาไทย สามารถเดาได้ไม่ยาก

เราชมประตูชัยเสร็จก็เกือบจะบ่าย ตั้งใจว่าจะหาอะไรทานแถวนี้ แต่ก็ไม่เห็นมีร้านอาหารแถวนี้เลยทั้งๆ ที่เป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเวียงจันทน์ ก็ได้เป็นความรู้ใหม่ว่าในลาวไม่ค่อยมีร้านอาหารมากนัก เพราะคนลาวนิยมกลับไปกินข้าวที่บ้าน ข้าวตามร้านอาหารมันแพง ไว้ขายให้นักท่องเที่ยว

โชคดีว่าเรามีแซนวิชที่ซื้อบนเครื่องบิน Air asia ติดตัวมาด้วย เลยได้ทานรองท้องกันไปก่อน

เราถามพี่คนขับรถว่าจะแวะทานข้าวไหม เค้าบอกไม่เป็นไรๆ งั้นก็เที่ยวต่อละกัน สถานที่ต่อไปก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว การเข้าชมจะต้องเสียค่าเข้าคนละ 5,000 กีบ หรือประมาณ 20 บาท

หอพระแก้ว เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญในเวียงจันทน์ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2108 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งล้านช้าง วัดนี้เดิมเป็นวัดหลวงของราชวงศ์ลาวและเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมา จากล้านนา แต่ในปัจจุบันพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

ค่าเข้าชมหอพระแก้ว

– คนลาว 2,000 กีบ

– ชาวต่างชาติ 5,000 กีบ

เวลาในการเปิดเข้าชม

– เปิดทุกวัน 8.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.00 น.

รูปแบบของสถาปัตยกรรมจะคล้ายๆ ของล้านช้าง ผสมกับแบบขอม

สิ่งก่อสร้างที่เราเห็นอยู่นี้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่เกือบทั้งหมดโดยมีเจ้าสุวรรณภูมา เป็นผู้ดูแลการบูรณะ

เราสามารถเดินได้รอบๆ หอพระแก้ว มีพระพุทธรูปในปางต่างๆ ให้ชม และศิลาจารึก

ลวดลายตามฝาผนังทำได้สวย เหมือนเป็นของเก่า

พระพุทธรูป

น่าเสียดายว่าภายในหอพระแก้วห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีรูปมาฝากครับ

เดินข้ามถนนไปที่ฝั่งตรงข้ามจะเป็นพิพิธภัณฑ์สีสะเกด หรือ วัดสีสะเกด วัดนี้ก็มีค่าเข้าชม และเวลาเปิด-ปิด เหมือนกับวัดอื่นในเวียงจันทน์

ภายในวัดมีทางเดินได้โดยรอบ มีพระพุทธรูปเก่าในปางต่างๆ มากมาย ถ้าสังเกตให้ดีตามช่องผนังกำแพงก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กอยู่

จากวัดสีสะเกดเดินตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นอาคารสีเทาขาว เป็นอาคารขนาดใหญ่ริมถนน อาคารนี้มีชื่อว่าหอคำ

หอคำ เดิมเป็นพระราชวังที่ประทับของสมเด็จเจ้ามหาชีวิตของลาว (พระมหากษัตริย์ลาว) โดยสร้างจำลองมาจากพระราชวังแวร์ซาย กรุงปารีส ถ้าสังเกตให้ดีลาวจะได้อิทธิพลสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มาจากฝรั่งเศสพอสมควร ในปัจจุบันไม่ได้เป็นพระราชวังแล้ว แต่ใช้เป็นทำเนียบของประธานประเทศ และเป็นที่ต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเคยเสด็จประทับ ณ หอคำ เนื่องในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนิน เยี่ยมเยียนประเทศลาว

หอคำเป็นสถานที่ที่ไม่เปิดให้เข้าชม สามารถชมได้จากด้านนอกเพียงอย่างเดียว

วัดสุดท้ายที่คนขับรถพาไปชื่อวัดสีเมือง อยู่ในตัวเมืองเวียงจันทน์เลย เป็นวัดเก่า แต่ตัวโบสถ์เก่าไม่เหลือให้เห็นแล้ว มีแต่ซากอิฐที่เป็นของเก่า

ชมวัดสีเมืองเสร็จ คนขับพามาที่ย่านตลาดเช้า มาดูห้างแห่งเดียวในเวียงจันทน์ เป็นห้างติดแอร์ที่ค่อนข้างธรรมดามาก เราเลยตัดสินใจว่าไม่เข้าไปดูดีกว่า ค่อนข้างเหนื่อยและง่วงที่ต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตอนเช้า เลยให้คนขับมาส่งที่โรงแรมเลย รวมแล้วเราใช้เวลาเที่ยวเวียงจันทน์เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น เดินชมแบบธรรมดา ไม่ได้เร่งรีบด้วย ถ้าไม่ได้เหมารถมาคงไม่สามารถทำเวลาได้เร็วเท่านี้

พอถึงที่โรงแรมก็จ่ายเงินค่าบริการ 800 บาท + ทิปไปอีก 100 บาท โดยรวมแล้วก็ค่อนข้างพอใจกับการบริการ ก็คิดว่าไม่แพงครับ 900 บาท แลกกับเวลา และความสะดวกสบาย ถ้ามากันหลายคนเหมารถแบบนี้ยิ่งคุ้มครับ

ที่พักในเวียงจันทน์ของเรามีชื่อว่า โรงแรมมโนรม บูทีค (Manorom Boutique Hotel) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุดๆ เดินไปแม่น้ำโขงได้ เป็นโรงแรมระดับ 2 ดาวครึ่ง มีห้องพักทั้งหมด 45 ห้อง

  • ราคาห้องพัก Standard อยู่ที่คืนละ 1,287 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่าน
  • เช็คราคา โปรโมชั่น โรงแรมมโนรม บูทีค

การจองห้องพักผมจองผ่านทาง agoda เนื่องจากสะดวก และมีแต้มสะสม เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะจองกับเวบไหน ราคาก็พอๆ กัน ในการเช็คอินก็ใช้เพียง Hotel Voucher ที่ได้รับจาก agoda + Passport ไม่มีค่ามัดจำ ในการเช็คอินเราสามารถพูดภาษาไทยได้เลยครับ คนลาวเข้าใจภาษาไทย

หลังจากเช็คอินเสร็จก็จะได้ Key card และรหัส wifi

ภายในห้องพักเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ตกแต่งสวย แต่ห้องค่อนข้างเล็ก หลังห้องมีระเบียงเล็กพื้นที่แค่พอยืนได้

ในห้องมีตู้เย็น TV รับสัญญาณจากไทยได้หลายช่อง มีน้ำดื่มให้ 2 ขวด

ตู้เสื้อผ้า และที่วางของ

ห้องน้ำแยกโซนเปียกโซนแห้งด้วย Shower box โดยรวมก็สะอาดดี สัญญาณ wifi แรงมากเล่นเนตได้เร็ว ตอนที่อยู่บนห้องพักสามารถรับสัญญาณโทรศัพท์ True, Dtac จากฝั่งไทยได้ด้วย

หลังจากเก็บกระเป๋าเสร็จ ตากแอร์ให้หายเหนื่อย เราไปเดินเล่นในเวียงจันทน์กันครับ และจะไปหาซื้อตั๋วรถบัสเวียงจันทน์ – วังเวียง สำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย

เมืองเวียงจันทน์วันอาทิตย์ดูเงียบเหงา ร้านค้าปิดกันหลายร้าน ถนนก็ดูโล่งๆ คบขับรถชาวลาวบอกกับเราว่าวันหยุด คนลาวที่มีเงินหน่อย เค้าจะข้ามไปชอปปิ้งที่ฝั่งไทย หนองคาย – อุดรฯ ไปหาซื้อของใช้ เพราะซื้อที่บ้านเราราคาถูกกว่า

ตึกในรูปด้านบนมีชื่อว่า “เสือป่า เวียงจันทน์” ขายอะไหล่ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แสดงว่าย่านเสือป่าบ้านเราน่าจะเป็นที่รู้จักของช่างซ่อมโทรศัพท์ในลาว

ถนนโล่งมาก

ที่เวียงจันทน์จะเห็นรถหรูๆ มากมาย วิ่งเข้าออกลาวไทย เป็นที่น่าสงสัยว่าจริงๆ แล้วคนลาวก็มีคนรวยเยอะเหมือนกัน หรือไม่ก็เป็นรถของคนไทยที่ซื้อในลาว เห็นเค้าบอกว่าภาษีรถหรูในลาวถูกกว่าบ้านเรา อย่างในรูปด้านบนเป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรูและทันสมัยมาก

เราเดินมาซื้อตั๋วรถไปวังเวียงที่ Mixok Guest house คนขายบอกว่ามีตั๋วรถอยู่ 2 แบบ เป็นรถบัสและรถตู้ รถบัสราคา 40,000 กีบ ส่วนรถตู้ 70,000 กีบ เราเข้าใจว่าจ่ายแพงกว่าก็น่าจะสบายมากกว่าเลยซื้อตั๋วรถตู้ไป ราคาคนละ 70,000 กีบ หรือประมาณ 280 บาท มีรถมารับจากหน้าโรงแรมไปขึ้นรถบัส

รถเวียงจันทน์ – วังเวียงจะมีเพียงวันละ 2 เที่ยวเท่านั้น แนะนำว่าให้จองไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าครับ ท่ารถที่ไปวังเวียงจะมีอยู่ 2 แห่ง 1. ที่สถานีขนส่ง 2. ที่ตัวเมืองเวียงจันทน์ รถที่ขึ้นที่ตัวเมืองเวียงจันทน์น่าจะเป็นประมาณรถเสริม

ได้ตั๋วรถแล้วก็ไปหาอะไรกินเบาๆ งีบเอาแรงซักแปป ตอนเย็นค่อยมาเดินเล่นที่ตลาดริมโขง

สงสัยจะงีบนานไปหน่อย ตื่นมาทีก็มืดเลย เรามาเดินเล่นที่ตลาดริมโขง คล้ายๆ ตลาดนัดบ้านเรา มีขายเสื้อผ้า ของใช้ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ค่อยมีของกิน ผู้คนเดินกันคึกคักดีครับ

ร้านขายเคสมือถือ

ที่ถนนเลียบแม่น้ำโขงจะเป็นที่ออกกำลังกายของคนเวียงจันทน์ มีคนมาวิ่ง ปั่นจักรยานเยอะมาก ไฟส่องสว่างทั่วถนน ปลอดภัย

มื้อเย็นเราหากินกันง่ายๆ เป็นไก่ย่าง – ข้าวเหนียว ร้านอาหารที่เวียงจันทน์จะไม่ค่อยมีร้านอาหารท้องถิ่น ส่วนมากจะเป็นอาหารฝรั่ง

เห็นร้านข้างถนนแบบนี้ ราคาแพงกว่าบ้านเราอีกครับ ไก่ย่างไม้ละ 70 บาท ข้าวเหนียว 20 บาท อาหารที่ลาวแพงจริงๆ ราคาใกล้เคียงฮ่องกง สิงคโปร์เลย ส่วนน้ำดื่ม น้ำอัดลม เบียร์ มีราคาไม่แพงใกล้เคียงกับบ้านเรา

คืนนี้เรานอนกันไว เพื่อชดเชยที่อดนอนเมื่อคืน ตื่นขึ้นมารีบอาบน้ำ เก็บของ ขึ้นไปกินข้าวเช้าที่ชั้น 7 ของโรงแรม เป็นชั้นที่สูงที่สุด

อาหารเช้าของโรงแรมจะให้เราเลือกเป็นเซ็ต และมีส่วน Buffet ที่ตักเพิ่มเองได้ โดยรวมแล้วก็อิ่ม อร่อย ใช้ได้ครับ ห้องอาหารวิวสวยมองเห็นเมืองเวียงจันทน์ได้ทั่ว มองได้ไกลถึงแม่น้ำโขง – ฝั่งไทย

ในรูปด้านล่างเป็นเมืองเวียงจันทน์ ไม่ค่อยมีตึกสูงให้เห็น ถ้ามองไปไกลหน่อยจะเห็นแม่น้ำโขงและฝั่งไทย

9.30 น. รถสองแถวมารับเราไปขึ้นรถบัสไปวังเวียง ขอตัดเป็นตอนใหม่ เที่ยววังเวียง ติดตามชมกันต่อนะครับ 🙂

อ่านตอนต่อไป –> รีวิวเที่ยววังเวียง ไปเองง่าย ใช้งบไม่เยอะ

สรุปค่าใช้จ่ายในเวียงจันทน์สำหรับ 2 คน ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน

ค่าใช้จ่าย ราคา
ค่าอาหาร 3 มื้อ 800 บาท
รถตู้สนามบินอุดรฯ – สะพานมิตรภาพ 200 x 2 400 บาท
เหมารถเที่ยวในเวียงจันทน์ 800 + ทิป 100 บาท 900 บาท
ค่าเข้าชมวัดต่างๆ 120 บาท
ค่าที่พัก Manorom Boutique Hotel 1 คืน 1,287 บาท
ซื้อของฝาก + อื่นๆ 500 บาท
: : รวมค่าใช้จ่ายในเวียงจันทน์
4,007 บาท
: : เฉลี่ยคนละ
2,003.5 บาท

Post Views 86630

Universal AC Adapterเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

9 thoughts on “รีวิวเที่ยวเวียงจันทน์ ไปเองง่าย ใช้งบไม่เยอะ

  • August 2, 2015 at 5:51 pm
    Permalink

    Good

  • November 20, 2016 at 4:04 pm
    Permalink

    very good.

  • December 19, 2016 at 2:05 pm
    Permalink

    พอจะมีเบอร์โทรคนขับรถเที่ยวเวียงจันมั้ยครับ

  • December 19, 2016 at 6:06 pm
    Permalink

    ตอบคุณ anat

    ไม่มีเบอร์ครับ รถเหมาเที่ยวแบบนี้ผ่าน ตม ลาวไปก็เจอเลยครับ

  • December 28, 2016 at 10:24 am
    Permalink

    อ่านแล้วชอบทริปของคุณมากๆค่ะ ให้ความรู้ได้ดีทีเดียวค่ะ

  • December 28, 2016 at 4:27 pm
    Permalink

    ตอบคุณ อาทิตยา

    ขอบคุณสำหรับคำชมและกำลังใจครับ 🙂

  • March 9, 2017 at 2:26 pm
    Permalink

    มีประโยชน์สำหรับการเดินทางมากๆเลยค่ะ

  • March 9, 2017 at 2:40 pm
    Permalink

    ตอบคุณ kero

    ขอบคุณสำหรับความเห็นให้กำลังใจครับ 🙂

  • March 16, 2017 at 9:17 pm
    Permalink

    รายละเอียดดีมากครับ มองเห็นภาพพจน์เลย ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *