เที่ยวบาหลี ด้วย Air Asia

เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมอยากไปมานานแล้ว ผมชอบสถาปัตยกรรมแบบบาหลี ชอบวัฒนธรรม ผู้คน ชอบธรรมชาติ โดยรวมแล้วบาหลีเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก, ออสเตรเลียชอบมาเที่ยวบาหลีมากครับ เนื่องจากว่าค่าครองชีพถูก มีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกับฝรั่งโดยสิ้นเชิง และบาหลียังอยู่ไม่ไกลจากออสเตรเลียด้วย

การเดินทางไปยังบาหลีนั้น มีบินตรงเพียง 2 สายการบินท่านั้น ได้แก่ การบินไทย (TG 431 – TG 432) และ Thai Air Asia (FD 3677 – FD 3678) ทริปนี้ผมเดินทางกับ Air Asia ครับ จองช่วงโปรโมชั่น Big Sale จองล่วงหน้าถึง 13 เดือน ค่าตั๋วไป – กลับ ราคารวมภาษีสนามบินประเทศไทย อยู่ที่คนละ 2,300 บาท เท่านั้น รวมค่าโหลดกระเป๋าไป – กลับ ค่าเลือกที่นั่ง Hot seat จบลงที่คนละ 3,500 บาท ถ้าบินกับการบินไทยค่าตั๋วคนละ 15,000-19,000 บาท แตกต่างกันเยอะมากครับ ได้ตั๋วถูกก็ประหยัดค่าทริปไปได้เยอะมาก

ไปบาหลีต้องทำ VISA ไหม?

คนไทยสามารถมาเที่ยวบาหลี (และ อินโดนีเซีย) โดยไม่ต้องขอ VISA และสามารถอยู่ได้มากสุด 30 วัน โดย Passport ต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 60 วันในวันเดินทาง

เที่ยวบาหลีเดือนไหนดี

บาหลี มีสองฤดู ได้แก่ฤดูฝนและฤดูร้อน เดือนตุลาคม – เมษายน เป็นฤดูฝน นักท่องเที่ยวน้อย ค่าที่พักถูก, เดือนพฤษภาคม – กันยายน เป็นฤดูร้อนฝนไม่ค่อยมี โดยเดือนที่ดีที่สุดจะเป็นเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม – กันยายน

ผมเดินทางไปบาหลีในช่วงต้นเดือนตุลาคม 55 ช่วงนี้บาหลีกำลังเข้าสู่ฤดูฝน เดือนพฤศจิกายนนี่หน้าฝนแบบเต็มตัวไม่ควรมาช่วงนี้ เดือนนี้ Air Asia เพิ่งจะย้ายฐานการบินจากสุวรรณภูมิ มาอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ทริปนี้ถือว่าเป็นทริปแรกเลยครับที่บินที่สนามบินดอนเมือง

เที่ยวบิน FD 3677 กรุงเทพฯ – บาหลี เครื่องออกเวลา 6.15 น. เป็นเที่ยวบินที่เช้าที่สุดสำหรับ Flight Inter ของ Air Asia เราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 2.30 เพื่อมาให้ถึงสนามบินดอนเมืองประมาณ ตี 4 ช่วงเช้าที่สนามบินดอนเมืองเงียบมากครับ ไม่เหมือนสนามบินสุวรรณภูมิที่มีเครื่องลง คนเข้าออกตลอดทั้งคืน

ถ้านั่ง Taxi มา บอก Taxi ให้จอดที่ Terminal 1 นะครับ

ถ้าดูจากป้ายเที่ยวบินขาออกจะบอกว่า FD 3677 Denpasar อันนี้คืออันเดียวกันกับบาหลีนะครับ ใน Boarding Pass เขียนว่า Bali (DPS) หน้าจอในสนามบินจะเขียนอีกอย่าง

Counter ของ Air Asia อยู่ช่องที่ 1-3 เนื่องจากว่าเราทำ Web check in มาแล้วก็เข้าช่อง Bag drop ได้เลย รอคิวไม่นานครับ พนักงานจะให้ใบ ตม. ของไทยมาด้วยอย่าลืมเขียนให้เรียบร้อยก่อนเข้า ตม. นะครับ

โหลดกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็เดินสำรวจในสนามบินดอนเมือง หาที่กินข้าว ของกินก็ไม่ค่อยมีให้เลือกครับ มีไม่กี่ร้าน บางร้านก็ยังไม่เปิด เลยคิดว่าผ่าน ตม. ไปก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปหาอะไรกินด้านใน

ตม. ที่สนามบินดอนเมือง เป็นเจ้าหน้าที่ใหม่เกือบทั้งหมด แต่บริการสุภาพ ยิ้มแย้ม ขนาดส่ง Passport คืนผู้โดยสารยังมีขอบคุณเลยครับ แต่อาจจะทำอะไรช้าไปบ้าง เนื่องจากว่าเพิ่งมาปฎิบัติหน้าที่ จำนวนช่องของ ตม. มีเพียงพอกับผู้โดยสาร รอคิวไม่นานครับ ที่สนามบินดอนเมืองตอนนี้ยังไม่มี Auto Gate นะครับ

เข้ามาด้านในก็เจอกับ King power Duty Free ที่เพิ่งจะทำเสร็จใหม่ ของยังไม่เยอะเท่าที่สนามบินสุวรรณภูมิ ของที่ขายส่วนมากก็เป็น เหล้า บุหรี่ น้ำหอม ของ Brand name ขนม ชอกโกแลต ผมไม่แนะนำให้ซื้อของจาก Duty Free ที่ไทยไปเยอะ เพราะอาจจะต้องเสียภาษีนำเข้าที่บาหลี

เดินไปเดินมาชักหิวครับ เห็นร้านนี้ Pipi – Pipi Framing Chicken กำลังเปิดร้านอยู่ เลยกินที่ร้านนี้

ชุดอาหารเช้ากาแฟ 1 แก้ว เบคอน 1 ชิ้น ขนมปั้งปิ้ง 1 แผ่น ไข่ดาว 2 ฟอง ราคา 187 บาท แพงใช้ได้เลยครับ ฝรั่งที่นั่งโต๊ะข้างๆ เรียกพนักงานมาดูแล้วบอกว่าอาหารไม่เห็นเยอะเหมือนในรูปเลย

ร้าน DUNKIN DOMUTS นี่ก็เพิ่งเปิดร้านไม่นาน

เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

เกาะบาหลี เป็นหนึ่งในหมู่เกาะนับหมื่น ของประเทศอินโดนีเซีย เกาะบาหลีมีรูปร่างคล้ายรูป 3 เหลี่ยม บนเกาะมีพื้นที่ 5,632 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 8 เขต ได้แก่ Denpasar เป็นเมืองหลวงของบาหลี, Singaraja, Negara, Tabanan, Semarapura, Amlapura, Gianyar, Bangli

เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นเกาะ บาหลีจึงมีชายหาดสวยงามหลายหาด เป็นแหล่งเล่นกระดานโต้คลื่น (Surf board) และแหล่งดำน้ำ

ประชากรบาหลีส่วนมากจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเช่นปลูกข้าว, กาแฟ ทำท่องเที่ยว ทำสินค้าหัตถกรรมเช่นแกะสลักไม้ ทอผ้า

เอกลักษณ์ของบาหลี ที่ไม่มีที่ไหนเหมือนคือความเชื่อในศาสนาฮินดู ซึ่งแสดงออกทางวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และสถาปัตยกรรม โดยศาสนาฮินดูได้เข้ามาเผยแพร่จากอินเดีย จนศาสนาฮินดูได้กลายมาเป็นศาสนาประจำเกาะบาหลี ซึ่งแตกต่างกับคนส่วนใหญ่ของประเทศอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม

เงินที่ใช้ในบาหลี

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องมาคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ กันก่อนครับ บาหลีจะใช้เงินสกุลรูเปียห์ (Indonesia Rupiah : IDR หรือ Rupiah : Rp) การแลกเงินไปใช้ที่บาหลีสามารถทำได้ 2 แบบครับ

1. แลกเงินบาท (THB) เป็นเงินรูเปียห์ (IDR) จากที่ไทยไปเลย ส่วนมากจะแลกที่ร้านรับแลกเงินเช่น Super rich เรทค่อนข้างโอเค แต่ถ้าไปแลกที่ธนาคารเรท หรือ สนามบิน จะขาดทุนมากๆ เนื่องจากว่าเงินสกุลรูเปียห์ ไม่ได้เป็นเงินสกุลหลักที่ใช้กันแพร่หลาย

2. แลกเงินบาท (THB) เป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) แล้วเอาดอลล่าร์ไปแลกเป็นเงินรูเปียห์ต่ออีกทีที่บาหลี เรทที่ได้จะดีกว่าแบบ 1 นิดนึง เงิน USD ที่แลกไปจะต้องเป็นธนบัตรตั้งแต่ปี 2002 ขึ้นไป อยู่ในสภาพดีไม่ยับ ไม่มีปากกาขีด ไม่ขาด และควรจะเป็นธนบัตร 100 USD สามารถระบุกับร้านแลกเงินได้ว่าต้องการเงิน USD ไปใช้ที่บาหลี วิธีนี้จะยุ่งยาก แลกหลายต่อ และอาจเสี่ยงได้เงินไม่ครบจำนวนถ้าไปแลกกับร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนแลกเงินอย่างถูกต้อง ควรแลกกับร้านที่ได้รับการรับรองจากรัฐเท่านั้น (Authorize)

หรือบางคนก็ใช้บัตร Debit ของไทยไปกดที่ตู้ ATM ที่บาหลีเลย วิธีนี้ก็ดีนะครับ กดได้เรื่อยๆ แต่ก็ต้องดูว่าค่าธรรมเนียมในการกดแต่ละครั้งเท่ากับกี่บาท

สำหรับผม ผมเลือกข้อ 1 ครับ แลกให้มันจบๆ ไปเลย เหลือก็แลกคืน ทริปนี้ไป 3 วัน 2 คืน 2 คน เอาเงินบาทไปแลก 14,875 บาท ได้เงินรูเปียห์มา 4,250,000 รูเปียห์ พกเงินไปเที่ยวทีเป็นล้านเลยครับ

ผมมีวิธีแปลงเงินรูเปียห์ (IDR) ให้เป็นเงินบาท (THB) ด้วยวิธีง่ายๆ คิดในใจได้ ดังนี้ครับ

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน 10,000? IDR = 35 บาท (เรท ณ วันที่ 13/10/12)

1. นำเงินรูเปียห์ไปหาร 1,000

2. นำค่าที่ได้จากข้อ 1 ไปคูณ 3.5

เช่นเงิน 5,000 IDR = 5 x 3.5 = 17.5 บาท

ธนบัตรรูเปียห์มีมูลค่าดังต่อไปนี้ 1,000,2,000, 5,000, 10,000, 20,000, 50,000, และ 100,000 รูเปียห์ ส่วนเหรียญมีมูลค่า 25, 50, 100, 500, และ 1,000 รูเปียห์

การเดินทางในบาหลี

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญรองจากเรื่องเงิน คือเรื่องการเดินทางในบาหลี ที่ผ่านมาผมจะเน้นเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ อาศัยเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ แต่ที่บาหลีไม่มีรถไฟฟ้าครับ รถเมล์ก็ไม่สะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวในบาหลีได้ 3 วิธี

1. เช่ารถพร้อมคนขับ คนขับก็จะเป็นไกด์ไปในตัวให้เราด้วย โดยส่วนมากคนไทยที่ไปเที่ยวบาหลีจะนิยมเดินทาง เที่ยว ด้วยวิธีนี้ครับ ค่ารถพร้อมคนขับอยู่ที่วันละ 400,000 – 450,000 IDR ราคานี้รวมค่าน้ำมันแล้ว แต่จะไม่รวมค่าจอดรถ ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ บริการวันละไม่เกิน 10 ชั่วโมง รถที่ให้บริการก็จะเป็น Suzuki APV, Toyota Avanza สามารถรองรับคนได้ไม่เกิน 5 คน หรือถ้าไปหลายคนก็จะมีรถที่ใหญ่กว่านี้ ส่วนเรื่องของโปรแกรมเที่ยวว่าจะไปไหนบ้าง เราสามารถให้เค้าจัดมาให้เราได้เลยครับ บอกเพียงจำนวนวันที่เราไปก็พอแล้ว

ผู้ให้บริการเช่ารถพร้อมคนขับ ที่ดังๆ ก็มี Teddy Team, คุณแหม่ม บาหลี, Mr. Today ผมเลือกใช้บริการกับคุณแหม่ม บาหลี โดยติดต่อไว้ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน

ติดต่อ

– คุณแหม่มบาหลี www.mambalitour.com ราคา 450,000 IDR / วัน

– Teddy Team www.facebook.com/teddy.teddybali ราคา 400,000 IDR / วัน

– Mr. Today todayari@yahoo.com ราคา 400,000 IDR / วัน

2. เช่ารถขับเอง ส่วนมากจะเป็นรถ Suzuki APV, Toyota Avanza ค่าเช่ารถที่บาหลีอยู่ที่วันละประมาณ 30 USD, มอเตอร์ไซค์ 6 USD รวมประกันแล้ว ค่าน้ำมันที่นี่ค่อนข้างถูก ลิตรละ 4,500 – 5,000? IDR (ประมาณ 16 บาท) การขับรถในบาหลีจำเป็นต้องมี GPS ถนนในบาหลีค่อนข้างแคบทั้งเกาะ มอเตอร์ไซค์เยอะ บาหลีขับรถพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเราครับ

3. ใช้บริการทัวร์ package ทัวร์ 2-4 วัน สามารถติดต่อได้ตามเบอร์ที่อยู่ในแผนที่แจกฟรีที่สนามบิน

ปลั๊กไฟ ระบบไฟฟ้าที่บาหลี

บาหลีใช้ไฟ 220VAC 50 Hz เหมือนบ้านเราแต่รูปลั๊กจะเหมือนรูปด้านบนช่องเสียบปลั๊กจะเป็นหลุมลงไป และรูปลั๊กจะเป็นรูกลม 2 รู บางโรงแรมจะมี Adaptor แปลงให้ใช้ได้ทั่วโลก แต่ถ้าให้ชัวร์ให้ซื้อ Adaptor แปลงเป็นรูบ้านบ้านเราไปด้วยจะชัวร์กว่า

อุณหภูมิ เดือนที่เหมาะสมในการเที่ยวบาหลี

อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีที่บาหลี ประมาณ 31 องศา มีความชื้นสูงในช่วงหน้าฝน บาหลีมีอยู่ 2 ฤดู คือฤดูฝนตก กับ ฤดูที่ฝนไม่ตก

ฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน และจะตกหนักในช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

เดือนเมษายน – พฤษภาคม ฟ้าใส แดดดีในตอนกลางวัน และมีฝนตกในตอนกลางคืนหรือเช้ามืด

เดือนมิถุนายน – กันยายน เป็นช่วงที่เหมาะสมกับการไปเที่ยวบาหลีมากที่สุด เพราะฝนไม่ตก ฝรั่งนิยมมาเที่ยวบาหลีในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม เนื่องจากมีวันหยุดเยอะในช่วงนี้

หลังจากเกริ่นข้อมูลเบื้องต้นในบาหลีแล้ว ก็วกกลับมาที่สนามบินดอนเมืองต่อ เรารอขึ้นเครื่องที่ Gate 2 ในสนามบินแอร์เย็นมากครับ ถ้ามีเสื้อ jacket ซักตัวคงกำลังดี ผมลองเปิด wifi หาสัญญาณดูว่าอันไหนใช้ได้บ้าง เจอแต่ wifi ของนกแอร์ เลยต้องกลับไปใช้ EDGE / 3G แบบเดิมๆ ไปก่อน

เนื่องจากว่าการเดินทางไปบาหลีนั้น ใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง 20 นาที เที่ยวบินนี้เราจึงขอพิเศษนิดนึงครับ จองที่นั่ง Hot seat แถว 1 ไป เสียค่าที่นั่งไปขาละ 350 บาท/คน ที่นั่งตำแหน่งนี้เป็นที่นั่งที่สบายที่สุดแล้ว ที่วางขากว้าง

พอได้เวลาขึ้นเครื่อง เราก็ได้ขึ้นก่อนใคร เป็นสิทธิพิเศษของผู้โดยสาร Hot Seat ครับ

ที่นั่งของเราครับ แถว 1 ที่วางขากว้าง เสียอย่างเดียว ที่นั่งตรงนี้แอร์ฯ จะไม่ให้วางของไว้กับพื้น ต้องเก็บไว้ในช่องเก็บของ หรือถ้าของชิ้นไม่ใหญ่มากก็จะให้สอดไว้ใต้เบาะ

บินนาน กลัวจะหิวก็เลยสั่งอาหารไว้ล่วงหน้า แซนวิช พร้อมน้ำกระปุกเล็ก ราคา 90 บาท ถ้าซื้อบนเครื่องก็ 90 บาทเท่ากัน แต่ไม่มีน้ำให้

หลังจากเครื่องรักษาระดับได้คุณแอร์โฮสเตสก็แจกใบตม. + ใบศุลกากร ของอินโดนีเซียให้กับผู้โดยสารบนเครื่อง ใบ ตม. ของอินโดนีเซียหน้าตาคล้ายๆ ของสิงคโปร์ กรอกไม่ยากครับ ถ้ากลัวว่าจะกรอกไม่ถูกดูคำแปลเป็นไทยได้ที่รูปด้านล่างเลยครับ

Indonesia embarkation card หรือใบ ตม. ของอินโดนีเซีย (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ใบศุลกากรอินโดนีเซีย ต้องกรอกทุกคน หลักๆ ก็จะถามเราว่าพกเงินมาเกินจำนวนไหม, นำเข้าสินค้ามามากกว่าที่อินโดนีเซียอนุญาตหรือเปล่า

ด้านหน้า / ด้านหลัง คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

บินมาได้ เกือบ 4 ชั่วโมงเราก็มาอยู่เหนือหมู่เกาะต่างๆ ในประเทศอินโดนีเซีย มองลงไปจากเครื่องบิน เห็นเกาะเยอะมาก บางเกาะก็ร้าง ไม่มีต้นไม้ บางเกาะก็มีคนอยู่อย่างเบาบาง ดูน้ำทะเลน่าจะใสนะครับ น้ำตื้นด้วยน่ามาดำน้ำ Snorkel

ถ้าเป็นคนชอบดูวิว ขาไปแนะนำให้นั่งฝั่งขวาครับ วันไหนอากาศดีๆ เมฆน้อยก็จะมองเห็นภูเขาไฟโบรโม่ (Gunung Bromo) หรือถ้าอยากดูวิวทั้งสองฝั่งก็นั่งฝั่งเดียวกันทั้งไปและกลับ

รูปล่างดูคล้ายกับภูเขาไฟ ดูที่พื้นดินทำไมดูแห้งแล้งจัง อากาศประเทศอินโดนีเซียน่าจะร้อนชื้น ฝนตกชุก ต้นไม้น่าจะเยอะ

เครื่องลงจอดที่สนามบินงูระไรห์ บาหลี

ประมาณ 11.30 น. เครื่องก็ลงจอดที่สนามบินงูระไรห์ (Ngurah Rai International Airport) อยู่ตอนใต้ของเกาะบาหลี ที่มาของชื่อสนามบิน Ngurah Rai มาจากชื่อของวีรบุรุษของบาหลีที่ชื่อว่า I Gusti Ngurah Rai เป็นผู้นำในการต่อสู้กับประเทศดัตช์ และได้เสียชีวิตในสงคราม Battle of Margarana ในปี ค.ศ.1946 คนบาหลีจะยกย่อง I Gusti Ngurah Rai ให้เป็นวีรบุรุษ มีการสร้างอนุสาวรีย์รำลึก และมีรูปของ I Gusti Ngurah Rai อยู่ในธนบัตรใบละ 50,000 IDR

เวลาที่บาหลีจะเร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมง (GMT+8) อย่าลืมปรับนาฬิกาด้วยนะครับ พอลงจากเครื่องแล้วให้เดินตามป้าย Immigration ไปเรื่อยๆ จากนั้นก็จะเจอช่อง VISA on arrival ฝรั่งก็จะไปต่อแถวทำ VISA กัน เราไม่ต้องไปนะครับ คนไทยสามารถเข้าอินโดนีเซียเพื่อท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้ VISA อยู่แล้วครับ และสามารถอยู่ในอินโดนีเซีย (บาหลี) ได้มากสุด 30 วัน

ถ้าใครต้องการแผนที่บาหลี, Package ทัวร์ในบาหลี ก็หาหยิบเอาได้ในบริเวณนี้เลยครับ

จากนั้นก็มุ่งหน้าไป Immigration หรือ ตม. บาหลี แปปเดียวก็ผ่านมาได้ครับ ไม่ถามอะไรซักคำ

ออกจาก Immigration ก็ไปรับกระเป๋าที่สายพาน บริเวณนี้จะมีพนักงานเสื้อสีฟ้า ปักที่อกว่า Porter คอยช่วยยกกระเป๋าใส่รถเข็น เค้าจะคิดค่าบริการยกกระเป๋าใบละ 5,000 IDR ถ้าไม่อยากเสียตังค์ก็ไม่ต้องให้เค้าช่วยครับ

ที่สนามบินมีฟรี wifi ด้วยนะครับ ใช้งานครั้งแรกให้เปิด Browser แล้วกดปุ่ม “LANJUTKAN” หลังจากนั้นก็ใช้งานได้ตามปกติ

รับกระเป๋าเสร็จแล้วต้องผ่านด่านสุดท้ายคือศุลกากร จะมีทางออกช่องสีเขียวและช่องสีแดง ถ้าไม่มีอะไรต้องสำแดงให้ศุลกากรดู ไม่ได้เอาของเข้ามาในปริมาณมากเพื่อการค้า ก็ให้เข้าช่องเขียว ให้เค้า X-ray กระเป๋า และยื่นใบศุลกากรที่เรากรอกบนเครื่องให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทางออก

ที่บริเวณ Immigration และศุลกากร ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาดนะครับ ถ้าเค้าเห็นเค้าจะพาเราไปเสียค่าปรับ ไปกับเพื่อนฝูง หรือ ครอบครัวช่วยกันเตือนด้วยนะครับ

ที่บริเวณทางออกจะมีร้านแลกเงินอยู่หลายร้าน ผมดูเรทแล้วไม่ค่อยดี ไม่แนะนำให้แลกเงินในสนามบินครับ

ก่อนที่จะออกเดินทางคุณแหม่ม บาหลี เมลมาบอกว่าคนขับรถจะมาชูป้ายชื่อเราตรงประตูทางออก พอเจอของจริงถึงกับมึนเลยครับ เจอป้ายชื่อเป็นร้อยป้าย ต้องค่อยๆ มองทีละป้าย จนในที่สุดเราก็เจอกับคนขับรถของเรา

เที่ยวในบาหลี วันที่ 1

คนขับรถของเราเป็นผู้ชาย วัยกลางคนชื่อ “เน้อง่า” สื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับกลางๆ หลังจากที่ได้เจอกับคนขับรถได้สักพัก คนขับรถก็ต่อสายโทรศัพท์ให้เราคุยกับคุณแหม่ม บาหลี เป็นภาษาไทย คุณแหม่มก็แนะนำเราเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็บอกว่าให้เราบอกโปรแกรมว่าจะไปไหนกับคนขับรถได้เลย

ยานพาหนะของเราในทริปนี้ 2 วันเป็นรถตู้ Suzuki APV สีบรอนซ์ ที่นั่งกว้าง นั่งสบาย แอร์เย็นฉ่ำ

คนขับรถถามเราว่าทานข้าวมายัง หรือจะไปเที่ยวก่อน เราเลยบอกว่าขอกินข้าวกลางวันก่อนละกัน เค้าพาเราไปกินร้านแถวคูต้า (Kuta) ไม่ไกลจากสนามบิน ชื่อร้าน Ayam Tulang Lunak Malioboro เป็นร้านอาหารห้องแอร์ธรรมดา มีนักท่องเที่ยวมากินกันเยอะ ส่วนมากก็คนขับรถพามาแหล่ะครับ

พอเข้าไปถึงในร้านพนักงานในร้านเห็นคนขับรถเราก็ทักทายกันว่าแหม่มบาหลี พาลูกค้ามา แสดงว่าเป็นร้านประจำที่เค้าชอบพามา ผมชวนคนขับรถมาทานกับเราด้วย แต่เค้าก็ไม่ได้มาครับ ผมคิดว่าทางร้านคงจะมีอาหารให้กับคนขับรถฟรี เพื่อจูงใจให้พาคนมาทาน

ผมสั่งอาหารไป 2 อย่าง (กินกัน 2 คน) มีไก่ทอดในรูปด้านบน และ ต้มปลา 1 ตัว ดูแล้วเหมือนเป็นปลานิล + ข้าวเปล่า 2 จาน + น้ำเปล่า เช็คบิลไป 188,600 IDR ตีเป็นเงินไทยประมาณ 660 บาท ในราคานี้มี TAX 10% และ Service charge 5% รวมอยู่ด้วย ผมคิดว่าราคาแพงไปหน่อย รสชาติพอทานได้ อาหารก็พื้นๆ

ทานอิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อวันนี้เรามีโปรแกรมไปเที่ยว 2 ที่ครับ 1. Pura Tanah Lot 2. Pura Ulun Danu Bratan (คำว่า Pura ภาษาอินโดนีเซียแปลว่า วัด) แล้วก็ไปนอนที่เมืองอูบุด (Ubud)

ถ้ามีเวลาเที่ยวมากกว่า 3 วัน ส่วนมากเค้าจะเพิ่ม GWK Cultural Park (Garuda Wisnu Kencana Cultural Park) เข้าไปในโปรแกรมด้วย GWK Cultural Park จะอยู่ทางใต้ของเกาะบาหลี อยู่ใต้สนามบินลงมาอีกครับ ค่าเข้าชมคนละ 60,000 IDR ราคาเหมือนจะแพงไปนิดนึง

ใน GWK Cultural Park จะมีรูปปั้นพระวิษณุขนาดใหญ่สูงถึง 20 เมตร และเป็นสถานที่ในการดูการแสดงพื้นเมืองของบาหลีเช่น Barong Dance

แต่เนื่องจากว่าเวลาผมมีจำกัดจริงๆ เลยต้องตัดโปรแกรมนี้ออกไป

เราไปกันที่ Pura Tanah Lot กันเลยครับ

Pura Tanah Lot หรือ วัดทานาห์ลอต เป็นวัดที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะบาหลี นักท่องเที่ยวชอบมาดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ถ้ามาจากสนามบินก็ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ จริงๆ แล้วระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไหร่ แต่ถนนในบาหลีค่อนข้างแคบแค่พอสวนกันได้ มอเตอร์ไซค์ก็มีเยอะ ขับได้เร็วประมาณ 40-60 กิโลเมตร / ชั่วโมงเท่านั้น

ตำแหน่ง A เป็น สนามบินงูระไรห์ บาหลี ส่วนตำแหน่ง B เป็น Pura Tanah Lot ระยะทางประมาณ 25.7 กิโลเมตร

Pura Tanah Lot เป็นวัดตั้งอยู่บนผาหิน นอกชายฝั่ง สร้างโดยนักบวชฮินดู ชื่อว่า ดัง ฮยัง นิราร์ธา

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 30,000 IDR, ค่าจอดรถ 5,000 IDR

จอดรถเสร็จ ต้องเดินเข้าไปอีกครับ ผ่านร้านขายของหลายร้าน เดินเพลินๆ ไปแปปเดี๋ยวก็ถึงครับ

ร้านขายของใน Pura Tanah Lot ส่วนมากเป็นเสื้อยืด, กระเป๋าผ้า

ทะเลที่บาหลีคลื่นแรงมากครับ ไม่ควรเข้าไปใกล้น้ำมาก ถ้าคลื่นแรงมาจะหนีไม่ทัน

ที่ตั้งของ Tanah Lot จะเป็นหินไม่ค่อยมีหาดทราย

ถึงแล้วครับ Tanah Lot เราไม่สามารถเดินขึ้นไปยัง Tanah Lot ได้ เค้าให้ยืนได้ใกล้สุดที่ก้อนหินที่ชายฝั่ง

นักท่องเที่ยวคนนี้โพสท่าได้เก๋มากครับ เลยแอบถ่ายรูปมา 🙂

มองไปข้างหน้าเห็นสนามกอล์ฟ ตั้งอยู่ใกล้ Pura Tanah Lot มาก คาดว่าราคาก็คงไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ความแรงของคลื่นซัดหินจนเว้าเป็นรูปทรงต่างๆ

หลังจากถ่ายรูปเต็มที่แล้ว เราก็กลับไปที่ประตูทางออก เรานัดเจอกับคนขับรถที่นั่นครับ แต่พอไปถึงแล้ว กลับไม่เจอเค้า รออยู่นาน โทรศัพท์ก็ติดต่อกันไม่ได้ ผมไม่ได้ซื้อซิมบาหลีไว้ สุดท้ายก็ไปเดินวนหาจนเจอเค้าที่ก่อนจะถึงทางออก ไปรอกันคนละที่

ใครที่จะไปเที่ยวแบบจ้างคนขับรถ ผมแนะนำให้ซื้อซิมบาหลีไว้เลยครับ ไว้ติดต่อกัน หรือเมลให้เค้าซื้อให้เราก่อนที่เราจะไปถึงสนามบินเลยก็ได้ แล้วเราค่อยจ่ายเงินคืนทีหลัง

ในรูปบนเป็น Taxi ในบาหลี ส่วนมากจะใช้รถรุ่น Vios มีทั้ง Soluna Vios และ New Vios ถ้าจะใช้บริการ Taxi แนะนำของ bluebirdgroup ราคามาตราฐานจ่ายตามมิเตอร์ (ขั้นต่ำ 20,000 IDR) ปลอดภัย ไว้ใจได้ สังเกตที่โลโก้สีฟ้าบนคำว่า TAKSI และที่ข้างประตูจะเป็นรูปนก

พอขึ้นรถได้ ก็ขับยาวไป Pura Ulun Danu Bratan

ตำแหน่ง A เป็น Pura Tanah Lot ส่วนตำแหน่ง B เป็น Pura Ulun Danu Bratan ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ทางแคบและช่วงใกล้ๆ ถึง Pura Ulun Danu Bratan เป็นทางขึ้นเขา ขับได้ค่อนข้างช้า

เรามาถึง Pura Ulun Danu Bratan ตอน 4 โมงครึ่ง มาพร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว นั่งรถมาตั้งไกลถึงครึ่งเกาะเลยกางร่มเข้าไปถ่ายรูป ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 30,000 IDR ราคาเพิ่งจะปรับขึ้นในปีนี้ ปีก่อนค่าเข้าคนละ 10,000 IDR เท่านั้น

จากที่อ่านรีวิวใน Pantip คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในบาหลีแล้ว

อากาศบนนี้เย็นนิดๆ ครับเนื่องจากอยู่บนภูเขา และมีฝนตก

เดินกางร่ม ชมวิว ไม่ได้มีเราเพียงคนเดียวครับ นักท่องเที่ยวคนอื่นก็มีเหมือนกัน

Pura Ulun Danu Bratan หรือ วัดอุลันดานู เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ริมทะเละสาบบราตัน มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟสูง วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 17 ชาวบดูกุลสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาพระแม่แห่งทะเลทะเลสาบของพวกเขา เดิมทีนั้นวัดนี้ตั้งอยู่ริมน้ำ แต่น้ำในทะเลสาบแผ่มากว้างขึ้นเรือยๆ เลยทำให้วัดนี้มาอยู่กลางน้ำ

ด้วยความสำคัญ และทัศนียภาพที่สวยงามของวัดอุลันดานู ภาพวัดถูกตีพิมพ์ในธนบัตรใบละ 50,000 IDR ด้วยครับ

ฝนตกแบบนี้เราไม่สามารถหามุมสวยๆ เพื่อถ่ายรูปได้สะดวก เลยรีบไป รีบกลับ คนขับแซวเราว่าเป็นการชมที่รวดเร็วมาก

ผมจำได้ว่าตอนขึ้นเขามา Pura Ulun Danu Bratan มีป้ายฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ เลยถามคนขับรถของเราว่า สามารถซื้อสตรอว์เบอร์รี่ ได้ที่ไหนบ้าง เค้าก็พาไปซื้อกับร้านที่ขายอยู่ริมถนน แถมเจรจาให้เราเสร็จสรรพ สตรอว์เบอร์รี่ที่บาหลีถูกมากครับ อย่างแพคนี้ราคา 10,000 IDR หรือ 35 บาท จำนวนลูกก็เท่าที่เห็นเลยครับ

ส่วนรสชาติสตรอว์เบอร์รี่บาหลีคล้ายๆ กับสตรอว์เบอร์รี่ที่สะเมิง จ.เชียงใหม่ อมเปรี้ยวนิดๆ ส่วนสุดยอดของสตรอว์เบอร์รี่ไทยผมขอยกให้สตรอว์เบอร์รี่ ที่ดอยอ่างขางครับ พันธุ์ 80 รสชาติหวานนิดๆ ไม่เปรี้ยว

เหลือบดูนาฬิกา 5 โมงเย็นแล้ว คืนนี้เราไปนอนที่เมืองอูบุด (Ubud) ในรูปล่างเป็นถนนที่ไปอูบุด ถนนเล็กๆ แบบนี้เกือบทั้งเกาะเลยครับ ถ้าจะขับรถเองต้องระวังพอสมควร

ระหว่างทางไปอูบุด นาข้าวเยอะมาก ที่บาหลีปลูกข้าวกันเกือบทุกที่ขนาดในตัวเมืองยังมีนาข้าวเล็กๆ เลยครับ การทำนาที่บาหลีผมคิดว่าคงใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ เพราะพื้นที่นาของเค้าไม่ราบเหมือนบ้านเรา ต้องปลูกเป็นขั้นบันไดบ้าง ไม่สามารถใช้รถเข้าไปเก็บเกี่ยว แต่เท่าที่เห็นข้าวเค้าก็งามดีนะครับ ผมคิดว่าที่นี่น้ำคงดีด้วย

พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ของอินโดนีเซีย เช่นยางพารา ปาล์มน้ำมัน กลับไม่เห็นปลูกในบาหลีเลย เวลารถวิ่งผ่านแหล่งน้ำพวกคลองเล็กๆ ผมเห็นคนบาหลีมาอาบน้ำที่คลองกัน และที่ทำเอาผมแปลกใจคือผู้หญิงบางคนเปลือยอกอาบน้ำด้วยครับ คงเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเค้า

กว่าจะมาถึงที่พักก็เกือบมืดพอดี ในคืนแรกเราพักที่ Tunjung Mas Bungalow อยู่ในตัวเมืองอูบุด

แค่ป้ายชื่อโรงแรมก็ Art แล้วครับ มีรูปปั้นมังกรโคโมโด 2 ตัวอยู่บนป้ายชื่อโรงแรม มาเที่ยวบาหลีทั้งทีก็ต้องพักโรงแรมสไตล์บาหลี ด้านหน้า Tunjung Mas Bungalow เป็นร้านขายเสื้อผ้าแนวบาหลี มีเครื่องทอผ้าอยู่ที่หลังร้านด้วย

ราคาที่พักของ Tunjung Mas Bungalow ห้อง Standard ช่วง Low season อยู่ที่คืนละ 1,588 บาท มีอาหารเช้า และ ฟรี wifi ผมจองห้องพักผ่านทาง agoda มาล่วงหน้าแล้ว ราคานี้ไม่แพงครับ

Link เช็คราคา Tunjung Mas Bungalow

การ Check in ก็ยื่น Hotel voucher ที่ agoda ส่งมาให้เราในเมล ให้กับพนักงาน เค้าก็จะขอ Passport เราไปลงทะเบียนเข้าพัก ที่นี่ไม่มีมัดจำค่าห้องนะครับ

ถ้าต้องการใช้ฟรี wifi ให้จดรหัสที่ Lobby ไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่มีรหัสบอกในห้อง

Check in เสร็จมี Welcome drink เป็นน้ำส้มมาเสริฟ จัดการเรื่องห้องเสร็จ ก็จ่ายค่ารถให้กับคนขับรถ ตามที่คุณแหม่ม บาหลีแจ้งค่าใช้จ่ายมา 450,000 IDR ผมทิปให้อีก 50,000 IDR รวมเป็น 500,000 IDR และนัดให้วันรุ่งขึ้นมารับที่โรงแรมตอน 9 โมง

พนักงานลากกระเป๋ามาส่งที่ห้อง เลยทิปไปอีก 10,000 IDR พนักงานของ Tunjung Mas Bungalow บริการดีครับ ยิ้มแย้ม เต็มใจบริการ เจอกับแขกก็ทักทาย

มาดูภายในห้องกันดีกว่า ภายในห้องมีทีวี ตู้เย็น น้ำดื่ม 2 ขวด กาต้มน้ำ ชา กาแฟ ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 2 ผืน เล็ก 2 ผืนมาตราฐานโรงแรม 3 ดาวทั่วไป หลังห้องเป็นประตูกระจกเปิดออกไปเป็นสวนเล็กๆ เวลากลางวันมองออกไปเจอต้นไม้เขียวๆ สดชื่นดีครับ

ห้องน้ำเป็นห้องกระจกใส แต่มีม่านปิดภายใน

นอกจากผ้าเช็ดตัวแล้วยังมีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน หวี หมวกอาบน้ำ สบู่ ยาสระผม จัดให้ครบทุกอย่างเลยครับ

มือเย็นเราลองไปทานอาหารที่ร้านชื่อดังของอูบุด dirty duck diner จาก Tunjung Mas Bungalow ให้เดินไปทางขวาครับ ตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 นาที ร้านอยู่ทางขวามือ ติดกับ Supermarket สังเกตป้ายหน้าร้านตามรูปด้านบนครับ

บรรยากาศในร้านตกแต่งแบบสวนอาหาร บรรยากาศดีมากครับ มีสระบัว ที่นั่งทางอาหารจะทำเป็นศาลา มีอยู่หลายหลัง นักท่องเที่ยวมาทานกันเยอะ คนเกือบเต็มร้าน

บรรยากาศในร้าน dirty duck diner ถ่ายมุมที่ยังไม่มีคนนั่งมา

เนื่องจากว่าก็ไม่ได้หิวอะไรกันเท่าไหร่ครับ แต่อยากลองเลยสั่งอาหารเบาๆ มาทาน เป็นสลัด (Organic Green Salad) 1 จาน ราคา 44,000 IDR กับ ไก่ย่างแบบไทย (Grilled Thai C.Wings) ราคา 48,000 IDR

ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่ารสชาติก็งั้นๆ ไก่ย่างก็ย่างซะไหม้เชียว

ระหว่างทานข้าวมีดนตรีเล่นให้ฟังด้วย เหมือนว่าเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่นของบาหลี

มื้อนี้หมดไป 118,965 IDR หรือประมาณ 416 บาท ราคาพอรับได้ครับ สถานที่เค้าตกแต่งสวยจริงๆ แต่อาหารนี่ยังไม่ค่อยเท่าไหร่

เที่ยวในบาหลี วันที่ 2

วันนี้เราตื่นเช้า มารับอากาศบริสุทธิ์ในที่พักของเรา ที่นี่ตกแต่งสวยดีครับ ต้นไม้ร่มรื่น ตกแต่งออกแนวบาหลี

ทางเดินในโรงแรม

ใน Tunjung Mas Bungalow มีบริการสปาด้วยครับ ถ้ามีเวลาก็น่าลองเหมือนกัน

ดอกไม้สวยๆ ใน Tunjung Mas Bungalow

สระว่ายน้ำเล็กๆ

มุมพระพุทธรูป

ใกล้กับ Tunjung Mas Bungalow มีร้านสะดวกซื้อ Circle K เปิดตลอด 24 ชั่วโมงคล้ายกับร้าน 7-eleven ที่บ้านเรา

ที่ทานอาหาร

อาหารเช้าของที่นี่จะเป็น Set ให้เราเลือก แต่ละ Set มีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ครับ แต่จัดได้สวย ดูแล้วน่าทาน

เครื่องคอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เนตได้ฟรี ที่ Lobby

ทานข้าวเสร็จ เดินไปเจอกับพี่คนขับรถมาถึงก่อน 9 โมงเสียอีก เราเลยรีบเก็บของ Check out จากโรงแรม วันนี้มีเที่ยวหลายที่ครับ

สถานที่แรกที่ไปคือ Pura Goa Gajah หรือที่คนไทยเรียกว่าวัดถ้ำช้าง อยู่ห่างจาก Tunjung Mas Bungalow เพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น

ค่าเข้าชมคนละ 15,000 IDR ค่าจอดรถ 5,000 IDR ถ้าใส่กางเกงหรือกระโปรงสั้นต้องหาโสร่งมาสวมทับด้วยครับ ผมแนะนำให้ใส่กางเกงขายาวไปเลยสะดวกกว่า

ที่จำหน่ายตั๋ว

ก้อนหินในรูปด้านล่างเหมือนเป็นซากวัดเก่า

สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ระดับน้ำต่ำมาก ปลาตัวใหญ่ต้องตะแคงตัวว่าย

ปากทางเข้าถ้ำเป็นเศียรยักษ์ ดูน่ากลัวครับ

ภายในถ้ำมีรูปปั้นพระคเนศเศียรช้าง อากาศภายในถ้ำค่อนข้างอ้าว และชื้น ที่นี่เราเจอคนไทยกลุ่มใหญ่มาเที่ยวด้วยครับ เลยทักทายกันไป

ออกจากถ้ำให้หาทางลงไปด้านล่างนะครับ จะมีสวนป่าให้เดินชม มีน้ำตกเล็กๆ

ต้นไม้ใหญ่ รากแผ่อาณาเขตไปไกลมาก

ลำธารเล็กๆ

รูปลิงแกะสลักลงบนก้อนหิน

บ่อน้ำ

เครื่องดนตรีใน Goa Gajah ผมคิดว่าในโอกาสพิเศษ งานพิธีคงมีคนมาเล่นดนตรี

เราใช้เวลาในการชม Goa Gajah ประมาณ 30 นาทีก็ทั่วแล้วครับ เลยขึ้นรถเดินทางต่อไปยัง Pura Tirta Empul

Pura Tirta Empul หรือ Holy water หรืออีกชื่อที่คนไทยเรียกกันว่า “วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์”

ค่าเข้า คนละ 150,000 IDR ค่าจอดรถ 5,000 IDR

ชาวบาหลีมีความเชื่อว่าในวัดมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถ้าได้อาบหรือได้กินจะเป็นสิริมงคลกับตัวเอง

ถ้าเป็นโรค ไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อกินน้ำจากบ่อนี้แล้วจะหาย ถ้าได้อาบจะขับไล่สิ่งเลวร้าย ไม่เป็นมงคล

สำหรับนักท่องเที่ยวถ้าต้องการลงอาบน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถอาบได้ครับ ไม่เสียตังค์เพิ่ม จะลงอาบทั้งๆ ที่ยังใส่เสื้ออยู่ หรือจะนุ่งผ้าถุง โสร่ง ก็ตามสะดวกเลยครับ ไม่มีข้อห้าม ขอเพียงอย่าให้ดูโป๊

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ด้วยกัน 4 บ่อ แตกต่างกันดังนี้

1. บ่อน้ำผุด ต้นกำเนิดน้ำ

2. บ่อชำระล้าง บ่อที่คนลงไปได้

3. บ่อรับความโชคดี

4. บ่อทำพิธี

ที่บ่อชำระล้างจะมีหัวปล่อยน้ำอยู่หลายหัว ถ้าสังเกตดูให้ดีบางแถวสั้น บางแถวยาว บางแถวไม่มีคนเลย บ่อที่มีหัวแปลกๆ จะไม่มีคน เป็นหัวสำหรับใช้ทำพิธีงานศพ

ในบ่อน้ำ น้ำใส สะอาดดีครับ มีคนรองน้ำกลับไปเยอะอยู่เหมือนกัน ในบ่อน้ำนี้มีปลาอยู่ด้วยนะครับ

ถัดจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ให้คนลงอาบ ก็เป็นบ่อธรรมดา มีปลาว่ายอยู่

ที่สุดท้ายใน Pura Tirta Empul เป็นที่สำหรับทำพิธีของศาสนาฮินดู – พราหมณ์ การเข้าไปด้านในต้องแต่งชุดให้เรียบร้อยมีผ้าผูกไว้ที่เอว ใครไม่ได้เตรียมผ้ามาก็เอาหยิบผ้าตรงนี้ได้ มีกล่องรับริจาคตามศรัทธา

ชาวบาหลีประมาณ 89% นับถือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู จะชอบเข้าวัด คนที่นี่จะแต่งชุดพื้นเมืองเป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นผู้หญิงจะใส่เสื้อเกาะอกด้านในและมีเสื้อนอกทับ นุ่งผ้าถุง

เค้ากำลังเตรียมของทำพิธีอะไรซักอย่างครับ สีหน้าแต่ละคนดูอิ่มเอิบ อิ่มบุญ มีความสุข คนที่นี่เวลาแบกของจะนิยมเอาเทินไว้บนหัว แล้วก็เอามือจับประคองไว้ คล้ายกับคนมอญ

รูปด้านล่างเป็นบ่อน้ำผุด ต้นน้ำของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีน้ำไหลออกมาตลอดทั้งปี ตรงกลางบ่อมีน้ำใสๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นน้ำใสมากครับ ในบ่อมีสาหร่าย ต้นไม้น้ำขึ้นอยู่เต็มบ่อ

ซุ้มประตูแบบบาหลี

ขาออกจาก Pura Tirta Empul ถูกบังคับให้เดินวนผ่านร้านของฝาก มีร้านค้าอยู่หลายร้าน

คนขับรถบอกกับเราว่าถ้าจะซื้อของให้ซื้อที่นี่เลยก็ได้ ของราคาไม่แพง ถูกกว่าตลาดสุขาวตี (Sukawati) และบางร้านก็รับเงินไทยด้วย การซื้อของที่นี่ให้ให้ต่อราคาลงจากที่แม่ค้าบอกไว้ 50-70% เช่นเค้าบอกเรา 100 บาท เราต่อราคาไปได้เลย 30-50 บาท

แม่ค้าที่นี่สามารถพูดภาษาไทยได้ด้วยนะครับ พอเห็นหน้าเรา เปลี่ยนโหมดการขายเป็นโหมดภาษาไทยได้ทันที เชิญเข้าไปดูของในร้าน มีอยู่ร้านนึงขายโสร่งตอนแรกหยิบมา “อันนี้ 50 บาท” พอเราไม่สนใจเดินเลยไป “อันนี้ 20 บาทก็ได้”? คนที่ต่อราคาเก่งๆ น่าจะชอบซื้อของที่นี่

ของที่ควรซื้อในบาหลี ก็มี ของแต่งบ้านที่ทำจากไม้ กระเป๋าผ้าที่ทำมาจากผ้าผืนเล็กเย็บต่อกัน เสื้อผ้า ถุงผ้า โสร่ง ผ้าถุง ผ้าพันคอ รูปภาพสีน้ำมัน

ตอนแรกเราว่าจะเดินผ่านๆ แต่แฟนผมแวะเข้าไปดูร้านนึงยาวเลยครับ หมดไปเกือบ 2,000 บาท

Magnet รูปสัตว์ต่างๆ ทำจากไม้ทำสีทีละชิ้น ทำน่ารักดีครับ ต่อได้เหลือคู่ละ 10,000 IDR (35 บาท)

โสร่ง ผ้าบาติค

นี่คือของที่ซื้อมาทั้งหมดครับ หมดไปเกือบ 2 พันบาท แฟนผมถูกใจกับจักรยานจำลองมาก ทำเหมือนของจริง มีชิ้นส่วนครบ คันละ 150,000 IDR

ของอย่างอื่นราคาตามนี้ครับ

– ผ้าพันคอ 40,000 IDR
– นกฮูก 3 ตัว 70,000 IDR
– กระเป๋าใบใหญ่ 90,000 IDR
– กระเป๋าใบเล็ก 70,000 IDR
– Magnet รูปสัตว์ 10 อัน 50,000 IDR
– ภาพวาดขนาด 23 x 31 นิ้ว 210,000 IDR

ชอปปิ้งเสร็จ หาคนขับรถตรงที่นัดหมายไม่เจออีกแล้วครับ รออยู่เป็นสิบนาที ไปเดินวนหา จนเจอว่ามาแอบเม้าส์กับกลุ่มเพื่อนคนขับด้วยกัน ที่ศาลาแถวๆ นั้น เพราะว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้หลาย ครั้ง ผมจึงแนะนำให้ซื้อซิมบาหลีไปเลยครับ จะได้ไม่เสียเวลารอ

มื้อเที่ยงของวันที่ 2 เราไปทานข้าวกันที่หมู่บ้าน Kintamani ชมวิวภูเขาไฟกุนุงบาตูร์ (Gunung Batur) และทะเลสาบบาเตอร์ ก่อนเข้าหมู่บ้านจะต้องเสียค่าเข้าคนละ 10,000 IDR และค่าผ่านทางรถยนต์อีก 5,000 IDR มาบาหลีนี่เสียจุกจิกไปตลอดทางเลยครับ

คนขับรถพาเรามาทานข้าวที่ด้านบนของหมู่บ้าน Kintamani เป็นภูเขาที่ไม่สูงมาก เราทานข้าวกันที่ Sari Restaurant เป็นอาหารแบบ Buffet หัวละ 80,000 IDR + Tax & Service charge 21%

ไลน์อาหารมีพอประมาณครับ มีแกงจืด ของทอด ผัดผัก BBQ เฟรนซ์ฟรายส์ ดูแล้วเหมือนทำให้ฝรั่งทานได้

ของหวานก็มีเงาะ ส้ม สละ มะละกอ แตงโม ข้าวเหนียวดำ ชา กาแฟก็ตักได้ครับ ส่วนน้ำดื่มอื่นๆ ต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่ม

ที่นั่งทานอาหารจะมีในร้าน และนอกร้าน ในส่วนของนอกร้านจะหันหน้าไปทางภูเขาไฟกุนุงบาตูร์ เป็นภูเขาไฟที่เคยเกิดระเบิดมาแล้ว 3 ครั้ง บรรยากาศนอกร้านเปิดโล่ง อากาศเย็นสบายเหมือนติดแอร์ อุณหภูมิประมาณ 23-24 องศาได้

บรรยากาศสุดยอดเลยครับ ทริปนี้ผมประทับใจข้าวมื้อนี้มากที่สุด อาหารรสชาติโอเค บรรยากาศเต็ม 10 เลย

ภูเขาไฟกุนุงบาตูร์ (Gunung Batur) และทะเลสาบบาเตอร์

ของหวานล้างปากครับ

มื้อนี้รวมทั้งหมด 218,000 IDR (763 บาท)

ถนนในหมู่บ้าน Kintamani

ทานข้าวเสร็จลงจากเขา มุ่งหน้าไปยังวัดเบซากิห์ (Pura Besakih) วันนี้ถือเป็นวัดใหญ่ที่สำคัญที่สุดในบาหลี ถือเป็นมหาวิหาร (Mother Temple of Besakih) ถ้าเทียบกับบ้านเราก็เปรียบเสมือนวัดพระแก้ว ที่นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยแล้วต้องมาชมความงามที่วัดพระแก้ว

วัดเบซากิห์ (Pura Besakih) มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบไปด้วยวัดย่อยภายในอีก 20 กว่าวัด ในแต่ละวัดสร้างขึ้นเพื่อวัดถุประสงค์ทางศาสนาที่ต่างกัน คนบาหลีนิยมมาทำบุญและสวดบูชาที่วัดแห่งนี้ ถ้ามาตรงกับวันที่มีพิธีจะเห็นชาวบาหลีนุ่งขาวหลายร้อยคนมาทำบุญที่วัด

การเข้าชมในวัดจะต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 15,000 IDR และค่าจอดรถอีกคันละ 5,000 IDR การแต่งการต้องนุ่งโสร่งทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (ไม่ต้องผูกผ้าที่เอว) ผมเตรียมผ้าขาวม้ามาจากไทยเรียบร้อยแล้วเลยเอามานุ่งทับ พอนุ่งจริงคนขับรถเราก็บอกว่าสั้นไป ใช้ไม่ได้ เลยต้องไปหาเช่าเอา ราคา 20,000 IDR เป็นผ้าสีเหลืองพื้น

พอถึงทางเข้าวัดเจอคนของทางวัดขอดูตั๋ว เราก็ให้ไป เค้าก็ให้เราเซ็นชื่อ ลงว่ามาจากประเทศไหน ที่แสบสุดช่องสุดท้ายให้เขียนว่าจะบริจาคเท่าไหร่ ไม่บอกแต่ที่แรก หลอกให้เราเขียนก่อน แล้วเค้าก็ชี้ให้เราดูชาวต่างชาติแต่ละคนที่บริจาค 3 แสนเอย 4 แสนเอย ซึ่งตรงนี้บอกตามตรงว่าไม่ประทับใจเลยครับ เหมือนไถกันมากกว่า เลยบริจาคไป 50,000 IDR ใบเสร็จอะไรก็ไม่มีนะครับ

บางคนก็บอกว่าพวกนี้คือมาเฟียของวัดเบซากิห์ มาข่มขู่เอากับนักท่องเที่ยว ส่วนคนขับรถของเราก็ยืนเงียบ ไม่สามารถช่วยเราได้ แสดงว่าเจ้าที่เค้าแรงจริงครับ เคยอ่านเจอคนที่มากับ Teddy Team, Mr. Today เค้าพาเดินเข้าไปด้านในให้เลยครับ ไม่ต้องมาผ่านด่านพวกนี้ หรือมีสองวิธีถ้าไม่อยากเสียตังค์ให้กับพวกนี้ให้ทำเป็นคุยไม่รู้เรื่องถามไรมาพูดไทยใส่เลยครับ ดูซิว่าใครจะเบื่อก่อนกัน (ล้อเล่นนะครับ อย่าทำจริงละ 🙂 ) ส่วนวิธีที่สองรอกรุ๊ปทัวร์มาแล้วทำเนียนเดินไปกับเค้าเลย

ไหนๆ ก็มาแล้ว ทำใจให้สบาย เดินชมความยิ่งใหญ่ในวัดกันครับ เสียตังค์แล้วมีน้อง Local guide พาเราเดินชมรอบวัดเบซากิห์ บรรยาเป็นภาษาอินโดนีเซีย สลับกับภาษาอังกฤษ

ทางขึ้นวัด ถ้ามากับ Local guide สามารถเิดินผ่านตรงกลางได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้บริจาคตรงด่านทางเข้า แล้วเดินขึ้นบันไดตรงกลาง รับรองว่าไม่รอดแน่ครับ จะต้องเจอรบเร้าให้จ่ายค่า Local guide

ดูจากการก่อสร้างแล้วก็สวยจริงครับ สมเป็นเป็นมหาวิหาร สร้างได้ยิ่งใหญ่มาก

น้อง Local guide พาเดินชมรอบวัด เดินขึ้นไปด้านบน แล้ววนลงด้านล่าง

หลังคามุงหญ้าคาซ้อนกันหลายๆ ชั้นเป็นเอกลักษณ์ของบาหลี

ซ้าย – ขวา เป็นวัดย่อยๆ ในวัดวัดเบซากิห์อีกที

รวมใช้เวลาไปประมาณ 30 นาทีได้ เลยให้ทิปพิเศษไปกับน้อง Local Guide อีก 100 บาท (ไม่รู้ว่าป่านนี้เอาไปแลกเป็นเงินรูเปียห์ได้ยัง)

คนซื้อคือ Local Guide ในวัดเบซากิห์ คนขวาคือผมเองครับ

จากที่ไปเที่ยววัด และ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในบาหลีมาหลายที่ ผมค้นพบว่าที่สถานที่ท่องเที่ยว วัดต่างๆ ไม่มีห้องน้ำให้เข้าฟรีครับ ต้องเสียครั้งละ 2,000 IDR หรือประมาณ 7 บาท

เสร็จจากวัดวัดเบซากิห์ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ตามโปรแกรมที่เราวางไว้จะไปชอปปิ้งที่ตลาดสุขาวตี (Sukawati) เป็นที่สุดท้าย แล้วไปค้างคืนที่คูต้า

เราถามคนขับรถว่าตลาดสุขาวตี เป็นทางผ่านหรือเปล่า เค้าบอกว่าไม่ผ่านซะทีเดียวต้องเลี้ยวเข้าไปที่ถนนอีกเส้นหนึ่ง ชอปปิ้งเสร็จก็ต้องออกมาทางเดิม เลยบอกเค้าว่างั้นไม่ไปดีกว่า ของฝากเราก็ซื้อมาจากวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirta Empul) แล้ว ยิงยาวไปคูต้าเลย

ตลาดสุขาวตี (Sukawati) มีคนเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนตลาดนัดจตุจักรบ้านเรา มีของขายหลายอย่าง ซื้อเยอะลดได้

ระหว่างทางผ่านปั๊มน้ำมัน PERTAMINA? ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ ราคาน้ำมันของบาหลี และอินโดนีเซียอยู่ที่ลิตรละ 4,500 IDR หรือลิตรละ 16 บาทเท่านั้น ราคาถูกมาก ตอนนี้ทางรัฐบาลอินโดนีเซียกำลังหาทางปรับขึ้นราคาน้ำมัน เพราะปัจจุบันต้องนำเข้าน้ำมันและเอาเงินไปชดเชยตรงนี้เป็นจำนวนมาก

คิดแล้วก็น่าใจหายแทนอินโดนีเซียจากแต่ก่อนเคยเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน อยู่ในกลุ่ม OPEC ต่อมาน้ำมันที่มีก็เริ่มน้อยลงจนไม่มีส่งออก ถึงขั้นต้องนำเข้าเพิ่มด้วย แต่ผมคิดว่าน้ำมันในอินโดฯ ยังไม่หมดหรอกครับ เพียงแต่การขุดเจาะ สำรวจ ใช้เทคโนโลยีและงบประมาณมาก

ถ้าวันใดวันหนึ่งราคาน้ำมันขึ้น ค่าบริการรถเช่าพร้อมคนขับก็คงปรับขึ้นด้วยครับ

จากวัดวัดเบซากิห์ มาถึงโรงแรมที่เมืองคูต้าใช้เวลา 2 ชั่วโมง ที่เมืองคูต้ารถเยอะ คนพลุกพล่านมาก เราให้คนขับรถส่งเราที่ปากซอยแล้วเดินเข้าโรงแรมมานิดนึง ถนนหน้าโรงแรมค่อนข้างแคบครับ วันนี้เราจ่ายค่ารถไป 450,000 IDR + ทิป 50,000 IDR และขอบคุณในการบริการของเค้า

โรงแรมที่คูต้าที่เราพักชื่อโรงแรม The Flora Kuta Bali Hotel จองผ่าน agoda ห้อง Starndard ราคา 1,293 บาท โรงแรมนี้มีอาหารเช้าให้ และมีฟรี wifi ให้ใช้ได้ที่ Lobby (SSID: HOTELTHEFLORAKUTABALI เข้าได้เลยไม่มี Password)

Link เช็คราคา The Flora Kuta Bali Hotel

การ Check in โรงแรมก็เพียงยื่น Hotel Voucher ให้พนักงาน และกรอกข้อมูลลงทะเบียน ไม่มีมัดจำห้องครับ

มีสระว่ายน้ำในโรงแรมด้วยครับ

พนักงานยกกระเป๋าเราไปส่งที่ห้องที่ชั้น 2 ให้ทิปไปตามธรรมเนียม

แอบตกใจเล็กน้อยตอนเข้าห้องมา เพราะว่าห้องใหญ่มากครับ ห้อง Standard บ้าอะไรใหญ่ขนาดนี้ หยิบพวงกุญแจมาดูเขียนว่า Suite (สวีท) เค้าอัพเกรดห้องให้เราครับ ไปพักมาหลายครั้งไม่เคยได้อัพเกรดฟรีเลย มาครั้งนี้โชคดี

ในห้องมีทีวีจอใหญ่ให้ น่าจะประมาณ 40 นิ้วกว่า มีเครื่องเล่น DVD แต่ไม่มีแผ่น มีน้ำดื่มให้ 2 ขวด ผ้าเช็ดตัว 2 ผืน

ห้องใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ในห้องส่วนมากทำจากไม้

ตู้เซฟ ร่ม เตารีด อยู่ในตู้เสื้อผ้า

ห้องน้ำสะอาด แต่ดูธรรมดาไปหน่อย

ระเบียงห้องมีโต๊ะให้นั่งชมวิว สูบบุหรี่ มองลงไปเห็นสระว่ายน้ำครับ

ล้างหน้าล้างตาเสร็จเดี๋ยวเราจะไปเดินเล่นที่หาดคูต้า ไปดูคนเล่น Surf กัน ไม่รู้จะเจอหรือเปล่า จากโรงแรม The Flora Kuta Bali Hotel เดินไปหาคูต้าได้ง่ายมาก ออกจากโรงแรมเลี้ยวซ้าย ถึงหน้าปากซอยให้เลี้ยวซ้ายอีกทีเดินตรงไปจนสุดข้ามถนนก็จะเจอกับหาดคูต้า

บรรยากาศหาดคูต้าจะคล้ายกับพัทยาบ้านเรา ฝรั่ง นักท่องเที่ยวเยอะ กลางวันก็มีคนมานอนอาบแดด โรงแรม ที่พักแถวนี้สร้างแบบตึกไม่ได้เป็นสไตล์บาหลีแบบที่อูบุด

น้ำทะเลสีออกดำๆ หน่อย น่าจะเป็นเพราะทรายสีดำ ทรายที่หาดเม็ดหยาบ แต่ขยะไม่ค่อยมีให้เห็นนะครับ ทั้งๆ ที่คนเยอะมาก

ที่หาดคูต้ามีคลื่นค่อนข้างแรง สามารถเล่น Surf ได้ มีโรงเรียนสอนเล่น Surf ด้วยนะครับตั้งแต่ Beginner ไปจนระดับ Advance

ฝรั่งคนนี้ถือกระดานโต้คลื่น คิดว่าคงเล่นเสร็จแล้วช่วงเย็นคลื่นไม่ค่อยแรงเท่าไหร่

บริเวณคูต้าร้านค้า ร้านอาหารมีเยอะ เลือกทานได้ตามใจชอบ

นับว่าเป็นความโชคดีของผมที่มาบาหลีช่วงก่อนวันครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ระเบิดที่คูต้า (12 ต.ค. 45) ไม่อย่างนั้นคงเที่ยวอย่างไม่สบายใจ เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน และบาดเจ็บอีก 240 คน แต่ในวันครบรอบเหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติดีนะครับ เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียคุมเข้ม อย่างเต็มที่

มาถึงอินโดนีเซียแล้วขอลองทานเบียร์ท้องถิ่นหน่อย เบียร์ของอินโดนีเซียเป็นยี่ห้อ Bintang ครับกระป๋องทำสวย ราคาอยู่ที่กระป๋องละ 16,300 IDR (ประมาณ 57 บาท) รสชาติจะขมหน่อย ไม่ค่อยนุ่ม ผมว่าสิงห์, ลีโอ บ้านเรารสชาติดีกว่า

เที่ยวในบาหลี วันที่ 3

เผลอแปปเดียวเข้าวันที่ 3 แล้วครับ เวลาผ่านไปไวมาก วันนี้เราต้องบินกลับไทยแล้ว เหมือนว่ายังเที่ยวไม่เต็มที่ ไว้คงต้องหาโอกาสมีใหม่แบบเต็มๆ อีกซักทริป ก็ขอแนะนำตรงนี้เลยละกันนะครับ ถ้าจะมาเที่ยวบาหลีอย่างน้อยต้องเป็น 4 วัน 3 คืน ถ้าให้เต็มอิ่มผมว่าต้องซัก 6-7 วัน เกาะบาหลีกว้างครับ จะไปแต่ละที่ต้องใช้เวลา

มื้อเช้าวันนี้เราฝากท้องไว้ที่บุฟเฟต์ของโรงแรม ไปทานตอน 7 โมงคนเต็มไปหมดไม่มีที่นั่ง เหมือนว่าเค้ามากันเป็นกรุ๊ปมาทีนึง 20 กว่าคน ที่นั่งก็ไม่พอ ต้องรอเค้าทานเสร็จถึงมีที่

อาหารเช้าของ The Flora Kuta Bali มีไม่ค่อยเยอะ เท่าที่จำได้ก็มีไส้กรอก ไก่ยอ ขนมปังปิ้ง แกงจืด ผัดเส้นคล้ายผัดมาม่า และ Egg counter ให้เราสั่งได้ว่าจะเอาไข่อะไร ไข่ดาว ไข่เจียว ฯลฯ

ผลไม้มีสัปปะรด แตงโม

เครื่องดื่มมีชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำเปล่า

โดยรวมแล้วอาหารไม่อร่อยครับ เหมือนเอาของถูกๆ มาทำให้กิน ไส้กรอกก็มีแต่แป้ง

ทานข้าวเสร็จก็ check out ออกจากโรงแรม แล้วนั่งรถของโรงแรมไปสนามบิน เค้าคิดค่าใช้จ่าย 50,000 IDR ต่อรถ 1 คัน ถ้าไปด้วย Taxi ก็น่าจะถูกกว่านี้ แต่เราเอาสบาย เอาชัวร์ดีกว่า 50,000 IDR ก็เท่ากับ 175 บาทเอง รถของโรงแรมเป็น Toyota Avanza รถใหม่ นั่งสบาย

จากโรงแรม The Flora Kuta Bali ไปสนามบินระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร นั่งรถไปประมาณ 15 นาที

ถึงแล้วครับสนามบินงูระไรห์ บาหลี

รูปปั้นที่สนามบิน

ลงจากรถแล้วหาป้าย Departure นะครับแล้วไปที่อาคารที่บินระหว่างประเทศ เข้าไปในอาคารจะเจอสแกนกระเป๋า + คนก่อน ถ้ามีน้ำดื่มยังไม่ต้องทิ้งนะครับ เอาเข้าไปได้ถึงหน้า Gate จากนั้นไปที่ Counter Air asia วันที่ผมไป Air asia อยู่ Counter 2 ก็ทำการโหลดกระเป๋าซะ

เสร็จจากโหลดกระเป๋าขึ้นไปชั้น 2 ดูป้าย Immigration ถึงตอนนี้เตรียมเงินค่าภาษีสนามบินไว้ได้เลยครับ คนละ 150,000 IDR ตอนผมไปเจอเจ้าหน้าที่ถามหา “บร๊อดดิ้งปร๊าส” พูดเร็วและรัว เราก็ฟังไม่ออกว่าเค้าจะเอาอะไร ฟังอยู่ 3 ทีถึงรู้ว่าเค้าจะเอา Boarding Pass ไปแปะใบภาษีสนามบิน

Note. ตั้งแต่ 1 เมษายน 2557 ค่าภาษีสนามบินจะปรับราคาขึ้นจาก 150,000 IDR เป็น 200,000 IDR

จ่ายเงิน 150,000 IDR แล้วจะต้องได้ใบสีส้มแบบในรูปด้านล่าง มีทั้งฝั่ง PASSENGER และ CONTROL เช็คดูครับต้องมีทั้ง 2 ฝั่ง

ผ่านตรงนี้มาได้ก็รอเข้า Gate อย่างเดียว

ในสนามบินก็มี Duty Free เหมือนสนามบินทั่วไปครับ แต่ไม่ค่อยเห็นคนซื้ออะไรกลับไป ของฝากในสนามบินที่ผมแนะนำก็มีกาแฟ, กาแฟขี้ชะมด

ผมลองเปิด wifi ในเครื่องดูที่สนามบินมี wifi ให้ใช้ฟรีด้วยนะครับ SSID : free@wifi.id การใช้งานครั้งแรกให้เข้าเวบแล้วกดปุ่ม “LANJUTKAN” ที่หน้าจอแล้วก็ใช้งานได้ตามปกติ

ถ้าใน Boarding Pass ยังไม่ระบุ Gate อย่าลืมหมั่นไปดูหมายเลข Gate ที่หน้าจอ LCD ในสนามบินด้วยนะครับ ของผมเป็น Gate 2

ตอนเข้า Gate จะต้องสแกนสัมภาระ ตรวจอาวุธอีกรอบ น้ำดื่มเอาเข้าไปไม่ได้แล้วนะครับ ต้องทิ้งอย่างเดียว

ภายใน Gate คนเยอะมาก ที่นั่งไม่เพียงพอ

เครื่องบินลำนี้ของสายการบิน Jet Star เดินทางไปเมือง Perth ประเทศออสเตรเลีย

พอ Gate ของเราเปิดก็ขึ้นเครื่องบินกลับไทยกันครับ

ทริปนี้ขอจบดื้อๆ กลางอากาศที่หมู่เกาะในประเทศอินโดนีเซีย มองลงไปเห็นทะเลน้ำตื้น สวยงามมาก เดี๋ยวทริปหน้าจะไปเที่ยวในไทยบ้าง ไปกันที่ จ.เชียงใหม่ เที่ยวดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ ดอยปุย ไว้ติดตามชมกันนะครับ

ใครมี Comment หรือคำถามในทริปบาหลี ถามมาได้เลยครับที่ช่อง Comment ด้านล่าง

สรุปข้อมูลทริปบาหลี

รถเช่าพร้อมคนขับขอบทีมงานคุณแหม่ม บาหลี รถดี นั่งสบาย คนขับรถขับปลอดภัย สื่อสารภาษาอังกฤษได้ อัธยาศัยดี แต่เมื่อเทียบกับเจ้าอื่นเช่น Teddy Team, Mr. Today รถของคุณแหม่ม บาหลีแพงกว่าวันละ 50,000 IDR และคนขับไม่มีโสร่งให้เรายืมเหมือนเจ้าอื่น และที่วัด Besakih คนขับไม่สามารถพาเราไปด้านในวัดได้ ทำให้เราต้องเสียค่า Local guide เพิ่มนอกเหนือจากค่าเข้า

คนบาหลีส่วนใหญ่เป็นคนจิตใจดี ยิ้มแย้ม เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว บนเกาะบาหลีเดินทางด้วยรถสาธารณะไม่สะดวก ต้องเช่ารถ หรือเหมาเที่ยว

สรุปค่าใช้จ่ายทริปบาหลี 2 คน 3 วัน 2 คืน

– ค่าตั๋วเครื่องบิน Air Asia จองตอนโปรฯ Big Sale 7,000 บาท

– ค่าที่พักที่อูบุด Tunjung Mas Bungalow 1,588 บาท

– ค่าที่พักที่คูต้า The Flora Kuta Bali Hotel 1,293 บาท

– ค่ารถ 2 วัน 500,000 x 2 = 1,000,000 IDR ~ 3,500 บาท

– ซื้อของฝาก 2,500 บาท

– ค่าบัตรเข้าสถานที่ต่างๆ 210,000 IDR ~ 735 บาท

– ค่ากิน 3,500 บาท

– อื่นๆ 500 บาท

รวมทั้งหมด 20,616 บาท เฉลี่ยคนละ 10,308 บาท

Link

เช็คราคา Tunjung Mas Bungalow

เช็คราคา The Flora Kuta Bali Hotel

เที่ยวต่างประเทศ ไม่ง้อทัวร์

เซินเจิ้น ฮ่องกง 1 ฮ่องกง 2 มาเก๊า
มาเลเซีย มะละกา ชอปปิ้งในมาเลเซีย Genting (เกนติ้ง)
สิงคโปร์ 1 USS & Sentosa สิงคโปร์ 2 บาหลี

Post Views 8341

Universal AC Adapterเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

19 thoughts on “เที่ยวบาหลี ด้วย Air Asia

  • June 17, 2013 at 4:38 pm
    Permalink

    อยากทราบว่าต้องจ่ายตังค์ ที่ ตม ขาออก เท่าไหร่ค่ะ ถ้าคิดเป็นเงินไทยบาทค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

  • June 17, 2013 at 6:53 pm
    Permalink

    ตอบคุณ Jirapinya Puksa

    150,000 IDR ประมาณ 466 บาทครับ

  • June 19, 2013 at 9:18 am
    Permalink

    ขอบคุณมากนะค่ะ

  • July 30, 2013 at 11:42 am
    Permalink

    รบกวนถามนิดนึงคะ วันที่ 2 ถ้าไม่นอนที่ The Flora Kuta Bali Hotel ยังคงนอนที่โรงแรมแถว Ubud ที่เดิมได้ไหมคะ

  • July 30, 2013 at 11:54 am
    Permalink

    ตอบคุณ Tussanee

    ไม่ทราบว่าโปรแกรมคุณ Tussanee 3 วัน 2 คืน และบินกับ Air asia หรือเปล่าครับ ถ้าใช่ คืนสุดท้ายต้องนอนที่ Kuta ครับ ถ้านอน Ubud จะอยู่ไกลสนามบินไป

  • July 30, 2013 at 2:27 pm
    Permalink

    ขอบคุณมากเลยนะคะ เป็นโปรแกรม 3 วัน 2 คืน บินกลับกับ Air Asia คะ

  • July 30, 2013 at 2:33 pm
    Permalink

    มันไกลมากไหมคะ ประมาณกี่กิโลได้คะ เพราะกะว่าไว้จะเช่ารถ 3วันเลยอะคะ

  • July 30, 2013 at 2:42 pm
    Permalink

    ตอบคุณ Tussanee

    Ubud ไป Kuta ประมาณ 33 กิโลเมตรครับ ถ้าขับรถแบบไม่หลงก็ประมาณ 1 ชั่วโมง ถนนที่บาหลีเป็นถนนเล็กๆ ครับไม่สามารถขับเร็วได้

    ส่วน Kuta ไปสนามบินก็ประมาณ 10 นาทีได้ แถวนี้รถติด

  • July 30, 2013 at 2:56 pm
    Permalink

    ถ้าพักที่ Ubod เท่ากับว่าจาก Ubod ไปสนามบินประมาณ 1 ชัวโมงครึ่ง บวกเช็คอิน 2 ชั่วโมง โดยสรุปต้องออกจากโรงแรม 0800 น. ช่ายไหมคะ ? งั้นขอถามอีก 1 คำถามนะคะ พอจะแนะนำโรงแรมที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Ubod และ Kuta หน่อยได้ไหมคะ จะได้ไม่ต้องย้ายโรงแรม 2 ที่ พอดีไปกับคนมีอายุอะคะ
    สถานที่ไปก้อกะว่าจะไปตามคุณเลยอะคะ ไม่มีเปลี่ยนแปลงอะรัย

    ขอโทดที่ถามบ่อยนะคะ พอดีไม่เคยไปบาหลีอะคะ

  • July 30, 2013 at 3:07 pm
    Permalink

    ตอบคุณ Tussanee

    เสน่ห์ของบาหลีอยู่ที่การได้พักโรงแรมใน Ubud ครับ แถวนั้นโรงแรม บ้านเรือน เค้าเป็นสไตล์บาหลีทั้งเมือง บ้าน โรงแรม วัด วัง บางทียังแยกกันไม่ออกเลย ทำสวยมาก แนะนำให้พัก Ubud 2 คืน หรือไม่ก็ Ubud 1 คืน และ Kuta 1 คืน

    ระยะทางตรงกลางระหว่าง Ubud และ Kuta ก็ประมาณ 17 กิโลเมตรเองครับ ไม่น่าจะช่วยลดระยะเวลาลงได้เท่าไหร่นะครับ

  • August 25, 2013 at 9:33 pm
    Permalink

    รบกวนนะคะ ถ้าพอมีเวลา 4 วัน 3 คืน เนี่ยควรพัก ubud 2 คืน และ kuta 1 คืน ใช่มั้ยคะ
    แล้วถ้า 5 วัน 4 คืน แนะนำไปที่ไหนเพิ่มดีคะ

  • August 27, 2013 at 8:33 am
    Permalink

    ตอบคุณวัน

    – 4 วัน 3 คืน ควรพัก Ubud 2 คืน และ Kuta 1 คืน (คืนสุดท้าย)
    – 5 วัน 4 คืน ควรพัก Ubud 3 คืน และ Kuta 1 คืน (คืนสุดท้าย) หรือ Ubud 2 คืน Lovina 1 คืน และ Kuta 1 คืน (คืนสุดท้าย)

    ถ้าจะจ้างคนขับรถ เมลไปถามเค้าได้เลยครับ เค้ามีโปรแกรมมาตราฐานให้เราเลือก

  • March 10, 2014 at 4:14 pm
    Permalink

    น่าสนใจมากเลยค่ะ ชอบไปเที่ยวแบบนี้ค่ะ แต่หาเพื่อนไปเป็นกลุ๊บไม่ค่อยได้ ทิปหน้าจะไปไหน ขอไปด้วยได้ใหมค่ะ..จะได้มีเพื่อนไป ด้วย ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูล

  • March 28, 2014 at 2:20 pm
    Permalink

    ตอบคุณ noona

    กลัวว่าไปด้วยแล้วจะไม่สนุกซิครับ บางจุดเราก็เสียเวลาถ่ายรูปมาเยอะเพื่อเก็บเป็นข้อมูลมารีวิว เอาไว้ถ้าทางเราจัดทริปแล้วจะบอกใน fanpage https://www.facebook.com/emagtravel นะครับ จะได้ไปเที่ยวด้วยกันหลายๆ คน 🙂

  • May 5, 2014 at 7:34 am
    Permalink

    ขอบคุณมากค่ะ กำลังจะเดินทางไปเดือนหน้าแล้ว มีอะไรที่ต้องเตรียมไปเป็นพิเศษไหมค่ะ

  • May 5, 2014 at 8:57 am
    Permalink

    ตอบคุณ freedom

    เตรียมแบงค์ปลีกไว้เยอะๆ ครับ ไว้ทิปพนักงานในโรงแรม เด็กยกกระเป๋า คนขับรถ โดยรวมแล้วบาหลีเป็นเมืองที่ปลอดภัย ที่น่ากลัวสุดจะเป็นมาเฟียวัดเบซากิห์ (Pura Besakih) แต่ถ้าคนขับรถพาเข้าไปได้อันนี้ก็หมดห่วง

  • June 6, 2014 at 8:54 am
    Permalink

    ขอบคุณมากๆคะที่ให้ข้อมูลได้อย่างละเอียด เข้าใจง่าย
    ถ้าเราอยากเที่ยวบาหลีสัก2อาทิตย์มีรายละเอียดแนะนำมั้ยคะว่าควรจะอยุ่ที่ไหนเป็นเวลากี่วันในแต่ละจุด ไปครั้งแรกค่ะแตีมีเวลาเยอะอยากเที่ยวแบบประหยัดเพราะอยู่นาน
    ขอบคุณนะคะ ตอบก็ได้ ไม่ตอบก็ได้ค่ะ
    มีโปรแกรมจะไปช่วงกลางเดือนมีนาคมปีหน้าค่ะ. แต่อยากวางแผนล่วงหน้าค่ะ

  • August 27, 2014 at 11:03 pm
    Permalink

    กำลังวางแผนจะไปเที่ยวที่นี่พอดี รีวิวดีมากเลยครับ ขอบคุณครับ

  • January 24, 2015 at 3:31 pm
    Permalink

    รบกวนสอบถามนิดนึงค่ะ พอดีจะเดินทางไปบาหลีกับเพื่อน6คน ช่วง4-8มี.ค. 58(5วัน4คืน) จองโรงแรมที่ ubud2คืน lovina 1คืนและkutaคืนสุดท้าย ตอนนี้มีปัญหาว่าจะซื้อทัวร์หรือเช่ารถพร้อมไกค์ดี ลองติดต่อไปทางคุณแหม่ม คิดราคา10500บาท/คน โดยส่วนตัวคิดว่าแพงไป เลยอยากขอความคิดเห็นค่ะ ว่าควรจะเช่ารถเองหรือไปกับคุณแหม่มดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *