รีวิวเที่ยว Fukuoka – Dazaifu เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคิวชู

จากตอนที่แล้ว –> เที่ยวนางาซากิ Nagasaki Peace Park – Glover Garden – สะพานแว่นตา

รีวิวตอนนี้จะรวมของวันที่ 6 – 7 เข้าด้วยกันเนื่องจากที่เที่ยวอยู่ในโซนเดียวกัน Fukuoka และ Dazaifu

วันที่ 6 : เที่ยวฟุกุโอกะ ชอปปิ้งเอ้าต์เลต

วันนี้เป็นวันที่ 6 ของทริปคิวชู และเป็นวันสุดท้ายของการใช้งาน JR Kyushu Northern แต่น่าเสียดายที่เราไม่รู้จะใช้พาสนี้ไปไหน เพราะโปรแกรมเที่ยววันนี้ จะเที่ยวในฟุกุโอกะเท่านั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟ Subway และรถบัส ซึ่งไม่สามารถใช้ JR Kyushu ได้

โปรแกรมเที่ยววันนี้

  • สวนโอโฮริ Ohori Koen
  • Fukuoka Yafuoku Dome (ถ่ายรูปด้านนอก)
  • ชมหุ่นยนต์นานาชนิดที่ Robosquare
  • Fukuoka Tower (ถ่ายรูปด้านหน้า)
  • ชายหาด Momochihama Beach
  • ชอปปิ้งเอ้าต์เลต Marinoa Outlet

จากการคำนวณค่าเดินทาง วันนี้ซื้อ Fukuoka Tourist City Pass จะประหยัดกว่าการจ่ายเป็นเที่ยวๆ

Fukuoka Tourist City Pass คืออะไร

เป็นพาสที่ใช้ในการเดินทางในฟุกุโอกะได้อย่างไม่จำกัดใน 1 วัน รวมถึงการเดินทางไปสนามบินฟุกุโอกะ และยังมีส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ต่าง เช่น Fukuoka City Museum, Fukuoka Tower, Fukuoka Art Museum ฯลฯ

ใช้ขึ้นรถบัส และ รถไฟ ดังต่อไปนี้ (ดูเส้นทาง และพื้นที่ได้จากแผนที่)

  1. Nishitetsu Bus
  2. Nishitetsu Loop Bus
  3. Showa Bus
  4. Fukuoka city Subway
  5. รถไฟ JR
  6. รถไฟ Nishitetsu Tenjin Omuta Line ไป Dazaifu (เฉพาะพาส 1,340 เยน)

ราคาพาส. มี 2 ราคาโซน Fukuoka 820 เยน, โซน Fukuoka + Dazaifu 1,340 เยน

Fukuoka Tourist City Pass สามารถซื้อได้ที่สนามบิน และสถานีรถไฟหลายสถานี จุดที่เราซื้อจะเป็น Information Center ในสถานี Hakata

ตอนซื้อพาสเจ้าหน้าที่จะมีรูปให้เราเลือกว่าจะเอาแบบ 820 เยน หรือ 1,340 เยน วันนี้เราเที่ยวในฟุกุโอกะเท่านั้น จึงเลือกแบบ 820 เยน เจ้าหน้าที่จะขอ Passport เราไปดูด้วย เนื่องจากพาสนี้สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น

พาสที่ได้จะเป็นกระดาษแข็ง ก่อนใช้งานต้องขูดวัน / เดือน เสียก่อน ตรงนี้สำคัญมาก อย่าขูดผิด ถ้าเผลอไปขูดวันที่ผ่านมาแล้ว พาสจะใช้ไม่ได้

สถานที่แรกที่เราจะไปในวันนี้เป็นสวนโอโฮริ Ohori Koen สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในฟุกุโอกะ การเดินทางไปได้สะดวกด้วยรถไฟ Subway นั่งไปลงที่สถานี Ohori Koen

การใช้ Fukuoka Tourist City Pass ขึ้นรถไฟ ให้เข้าช่องที่มีนายสถานีอยู่ โชว์พาสให้ดู แล้วเข้าไปด้านใน

ประมาณ 15 นาทีเราก็มาถึงสถานี Ohori Koen ใช้ทางออกที่ 3 หรือ 6 ไปสวนโอโฮริ Ohori Koen สวนนี้เข้าได้ฟรี

Ohori Koen : 大濠公園

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเมืองฟุกุโอกะ เป็นที่ออกกำลังกาย และที่พักผ่อน มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางสวน และมีเกาะกลางน้ำรูปร่างยาว มีสะพานเชื่อมไปยังเกาะ 2 ฝั่ง สามารถเดินขึ้นบนเกาะได้

ต้นไม้ในสวนร่มรื่นมาก

นกเป็ดน้ำ

นกเป็ดน้ำ

สะพานข้ามไปยังเกาะกลางทะเลสาบ

ศาลากลางน้ำทรงหกเหลี่ยม

เราเดินชมบรรยากาศรอบสวนและนั่งเล่นริมน้ำ ตอนแรกหวังว่าจะมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย

ใช้เวลาที่สวนไปครึ่งชั่วโมง ไปเที่ยวต่อที่ Fukuoka Yafuoku Dome ดีกว่า ออกจากสวนแล้วเดินไปทางขวา รอรถบัสสาย 4, 77 ที่ป้าย Ohori Park

หน้าตารถบัสที่สามารถใช้พาสได้จะเป็นตามรูปด้านบน เป็นรถบัส Nishitetsu

การขึ้นรถบัสในฟุกุโอกะ (โดยใช้พาส)

  • ขึ้นประตูกลาง
  • รอฟังประกาศป้ายที่กำลังจะถึง
  • กดกรึ่งก่อนลง ห้ามลุกก่อนรถหยุด
  • ลงประตูหน้า โชว์พาสให้คนขับดู

ป้ายที่เราจะลงชื่อว่า Kyushu Iryo Center(Hospital) เมื่อเห็นโดมอยู่ใกล้ๆ ก็เตรียมตัวลงได้เลย

พื้นที่บริเวณนี้เป็นเมืองริมทะเล หรือ Seaside Momochi (シーサイドももち) เป็นย่านที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ มีสถานที่สำคัญหลายแห่งในนี้ เช่น Fukuoka Yahuoku! Dome, ตึก TNC-TV, Fukuoka Tower, ชายหาด Momochihama และ Fukuoka City Museum

Fukuoka Yahuoku! Dome : 福岡 ヤフオク! ドーム

เป็นสนามเบสบอลขนาดใหญ่ และสถานที่จัดคอนเสิร์ต สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1993 รูปร่างเป็นโดมทรงกลม (geodesic dome) มีขนาดใหญ่ที่สุดโลก รองรับผู้ชมได้ 38,561 ที่นั่ง และเป็นโดมแห่งแรกในญี่ปุ่นที่มีหลังคาเปิดได้

โปรแกรมวันนี้เราไม่ได้เร่งทำเวลามาก เราเลยใช้การเดินต่อไปยัง Fukuoka Tower ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร

การเดินไปยัง Fukuoka Tower นั้นไม่ยากหายอดตึกให้เจอแล้วเดินไปในทิศนั้น

เราเดินเลยไปถ่ายรูปที่ Fukuoka City Museum ก่อน วันนี้พิพิธภัณฑ์ปิดเพราะเป็นวันจันทร์ จากนั้นย้อนกลับไป Fukuoka Tower

Fukuoka City Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงประวัติความเป็นมา ประเพณีดั้งเดิมของฟุกุโอกะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการสับเปลี่ยนเนื้อหาตลอดทุก 2 เดือน ค่าเข้าชมคนละ 200 เยน

Fukuoka Tower

เป็นสิ่งก่อสร้างริมทะเล สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1989 มีความสูง 234 เมตร จุดชมวิว (observation deck) จะอยู่ที่ระดับความสูง 123 เมตร ตัวตึกมีกระจกรอบด้าน ค่าขึ้นไปชมวิว 800 เยน สามารถใช้ Fukuoka Tourist City Pass  เป็นส่วนลดในการเข้าชม ราคาเหลือ 640 เยน

วิวจากจุดชมวิว Fukuoka Tower โดย Google Map คลิ๊ก

ด้านล่างตึกมีกล้องถ่ายรูปให้เล่นด้วย เป็นกระจกสะท้อน

ตึกข้าง Fukuoka Tower เป็นตึก TV Nishi Nippon (TNC) เราจะขึ้นไปที่ชั้น 2 ชมหุ่นยนต์ที่ Robosquare

Robosquare

โชว์รูมหุ่นยนต์ เปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปเล่นกับหุ่นยนต์ ที่นี่มีหุ่นยนต์กว่า 200 ตัว ทั้งหุ่นยนต์ที่เป็นของเล่น หุ่นยนต์ประชาสัมพันธ์ หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ในโลกอนาคต ฯลฯ และมีห้อง workshop สำหรับเรียนรู้การทำงานหุ่นยนต์

Robosquare เปิดให้เข้าชมได้ฟรี

หุ่นยนต์ที่อยู่วงกลมตรงกลางห้ามจับ

หุ่นยนต์ Robonova 1 (ตัวสีเหลือง – ดำ) เปิดตัวปี ค.ศ. 2015 ผลิตโดยบริษัทเกาหลี เป็นหุ่นยนต์ที่มีการทรงตัวดีมาก สามารถยืนขาเดียวได้โดยไม่ล้ม เดินได้ เต้นได้ ผู้ใช้งานสามารถโปรแกรมการทำงานได้ด้วย ราคาใน Ebay ประมาณ 20,000 กว่าบาท

Hello Kitty ROBO หุ่นยนต์คิตตี้ สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้ทางการส่ายหน้า แกว่งแขน พูดคุย โต้ตอบกับคนได้

Pepper for Biz

Pepper for Biz หุ่นยนต์จากบริษัท Softbank ประเทศญี่ปุ่น เป็นหุ่นยนต์ต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ มี Tablet อยู่ที่หน้าอกให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลได้ เวลามีคนอยู่ใกล้ๆ หุ่นยนต์จะมองหน้าเรา การเคลื่อนไหว แขน มือ นิ้ว ทำได้เหมือนคนมาก

ในห้าง ร้านค้า ในญี่ปุ่น เริ่มมีการใช้ Pepper for Biz แล้ว

Robovie-R หุ่นยนต์สื่อสารกับมนุษย์ได้ เคลื่อนที่ได้ ทำหน้าที่เป็นไกด์

นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีหุ่นยนต์ที่น่าสนใจอีกหลายตัว ในอนาคตหุ่นยนต์จะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นหุ่นยนต์ส่งของ หุ่นยนต์พนักงานต้อนรับ พื้นที่ของ Robosquare ไม่กว้างมาก เราใช้เวลาชมหุ่นยนต์ไปประมาณ 15 นาที

เดินไปด้านหลัง Fukuoka Tower เป็นทางเดินลงทะเล ชายหาดโมโมจิฮามา (Momochihama) ชายหาดเทียมที่สร้างขึ้นมา ช่วงหน้าร้อนจะมีคนมาว่ายน้ำ ออกกำลังกายริมชายหาย ส่วนช่วงหน้าหนาว เหมาะกับการเดินเล่นมากกว่าว่ายน้ำ บรรยากาศดูสงบ และโรแมนติค

ทะเลญี่ปุ่น น้ำทะเลจะไม่ใส ทรายไม่ขาว แต่ก็มีดีที่ความสะอาด ไม่มีขยะให้เห็น

อาคารกลางทะเลในรูปด้านบนชื่อว่า Marizon ภายในมีร้านอาหาร, Sport Club และสถานที่จัดงานแต่งงาน

อยู่ริมทะเลนาน ก็เริ่มจะหนาว ไปช๊อปปิ้งที่เอ้าต์เลต Marinoa City Fukuoka ดีกว่า

การเดินทางไป Marinoa City Fukuoka (โดยใช้ Fukuoka Tourist City Pass)

  1. นั่งรถบัสฝั่ง Fukuoka Tower สาย 10, 15, 94, 54-1 ไปลงสถานี Nishijin
  2. นั่งรถไฟ Subway ไปลงสุดสายที่สถานี Meinohama
  3. ต่อรถ Showa Bus ไป Marinoa City Fukuoka

ที่ป้ายหยุดรถมีบอกด้วยว่ารถสายอะไรกำลังมาถึง เวลากี่โมง

เมื่อถึงสถานี Meinohama ให้เดินตามป้ายไปรอรถ Showa Bus

ลงจากรถ Showa Bus โชว์ Fukuoka Tourist City Pass ให้คนขับดู ไม่ต้องเสียเงิน ใช้เวลาในการนั่งรถบัสประมาณ 19 นาที

รถบัสจะจอดที่ประตูด้านข้าง เมื่อลงรถแล้วให้ถ่ายรูปตารางรถออกที่บริเวณจุดรอรถ จะได้ไม่เสียเวลารอ รถวิ่งชั่วโมงละ 2 คัน

ตารางเวลารถบัส วันธรรมดา และวันหยุด

Marinoa City Fukuoka

เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็น Outlet mall ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู มีร้านค้า 170 ร้านค้า สินค้าที่ขายก็จะเป็นเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา นาฬิกา สินค้าแบรนด์เนม นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารอยู่ภายในพื้นที่เอ้าต์เลต

หลายร้านค้ามี Tax Free Shop สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แนะนำให้นำ Passport ติดตัวไปด้วย

ร้านค้าแบรนด์ดังหลายร้าน

ขาช๊อปปิ้งน่าจะใช้เวลาที่นี่ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง จากการที่เราเดินสำรวจมา ราคาที่ลดแล้วไม่ถือว่าถูกมาก เคยไปที่ Gotemba Outlet ราคาถูกกว่านี้

เราได้เสื้อผ้าลดราคากลับมาไม่กี่ชิ้น จากนั้นก็นั่งรถบัส ต่อ Subway มาลงที่สถานี Hakata

17:00 น. ถึงสถานี Hakata ไม่รู้ว่ายังจำกันได้ไหม บริเวณหน้าสถานีเคยเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกว่ามีหลุมยุบขนาดใหญ่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 และ ก็มีการซ่อมแซมเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ มีการเปิดใช้ถนนตามปกติ

เย็นนี้เราไม่รีบกลับโรงแรมจะรอดูไฟที่หน้าสถานี Hakata หลังพระอาทิตย์ตกดิน (17:15 น.) ไฟก็เริ่มสว่างไสว

ไฟที่เห็นนี้เป็นการประดับไฟในเทศกาลคริสต์มาสโดยจะเริ่มตั้งแต่ 10 พฤศจิกายน 59 ไปจนถึง 11 มกราคม 60 มีชื่องานภาษาญี่ปุ่นว่า Hikari no Machi HAKATA

มีการเปิดร้านขายของ เบียร์ และอาหาร หน้าสถานี Hakata มีวงดนตรี บรรยากาศก็คล้ายๆ กับลานเบียร์ Central World บ้านเรา เครื่องดื่มที่ขายดีจะเป็นไวน์ร้อน (Hot wine) ราคาแก้วละ 5,00-1,000 เยน นิยมดื่มในประเทศยุโรป ในช่วงหน้าหนาว

นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นก็หามุมสวยๆ ถ่ายรูป

หลังเลิกงาน เลิกเรียน คนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ไฟสวยๆ หน้าสถานี Hakata

ตลอด 5 วันที่ใช้ JR Kyushu Northern เราพยายามที่จะนั่งรถไฟ Yufuin no Mori แต่ก็ไม่มีโอกาสได้นั่ง เนื่องจากจองที่นั่งไม่ได้ และในวัน – เวลาอื่น เส้นทางก็ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้องพลาดการเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้อย่างน่าเสียดาย

ในเมื่อไม่ได้นั่ง ขอไปถ่ายรูปก็ยังดี เลยรอเวลาที่ Yufuin no Mori 4 กลับถึงสถานี Hakata แล้วค่อยไปถ่ายรูป

เราเข้าไปในสถานีด้วย JR Kyushu Northern และรอ Yufuin no Mori บริเวณจุดรอรถไฟ

Yufuin no Mori (ゆふいんの森 : The Forest of Yufuin)

เป็นขบวนรถไฟยอดนิยมของ JR Kyushu ให้บริการในเส้นทาง Hakata – Yufuin เป็นหลัก และบางขบวนวิ่งยาวไปถึง Beppu รูปร่างรถไฟดูคลาสสิค ภายในตกแต่งสวย กว้าง และสะดวกสบาย ผู้ออกแบบรถไฟขบวนนี้และรถไฟ JR Kyushu นามว่า Eiji Mitooka

ปัจจุบันรถไฟ Yufuin no Mori มีให้บริการด้วยรถไฟ 2 รุ่น ได้แก่ KiHa 71 series DMU และ KiHa 72 DMU

โทนสีรถไฟ จะเป็นโทนสีเขียวและสีธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่น

โลโก้รถไฟก็ออกแบบได้สวยงาม

ถ่ายรูปกับ Yufuin no Mori เสร็จ ก็เดินกลับโรงแรม โปรแกรมเที่ยวในวันพรุ่งนี้ก็มีดาไซฟุ Dazaifu กับเก็บตกในฟุกุโอกะ เหลืออยู่หลายที่เหมือนกัน คงต้องเหนื่อยหน่อย

วันที่ 7 Dazaifu + เก็บตก Fukuoka

วันนี้เที่ยวเป็นวันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับไทย โปรแกรมเที่ยววันนี้ก็จะมีหลายที่หน่อย รวมถึงช๊อปปิ้งซื้อของฝากกลับไทยด้วย

  • Dazaifu : วัด Komyozenji Temple, ศาลเจ้า  Dazaifu Tenmangu shrine
  • Fukuoka : วัด Tochoji Temple  ชมพระพุทธรูปแกะสลักไม้องค์ที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น, วัด Shofukuji Temple, ห้าง Canal city, ถ่ายรูปร้านอาหารแผงลอย Yatai

การเดินทางในวันนี้ใช้ Fukuoka Tourist City Pass ราคา 1,340 เยน ครอบคลุมพื้นที่ใน Fukuoka และ Dazaifu พาสนี้เราซื้อที่ Information Center ในสถานี Hakata

การคำนวณความคุ้มของพาสนี้เอาแค่เส้นทาง Hakata – Dazaifu อย่างเดียวก็พอ มีค่าเดินทางขาละ 600 เยน เดินทางไป – กลับ ก็ 1,200 เยน เหลือผลต่าง  1,340 – 1,200 = 140 เยน นั่งรถไฟ Subway  เกิน 2 ครั้งก็ถือว่าใช้พาสนี้คุ้มแล้ว

ก่อนใช้งานพาสจะต้องขูดวันที่ก่อน ขูดด้วยเหรียญเบาๆ

การเดินทางไปดาไซฟุ (Dazaifu)

  1. จากสถานี Hakata นั่ง Subway ไปลงสถานี Tenjin
  2. ออกจากสถานี Tenjin เดินไปเข้าสถานี Nishitetsu – Fukuoka ระยะทางประมาณ 220 เมตร
  3. ขึ้นรถไฟ Nishitetsu Tenjin-Omuta Line ไปลงสถานี Nishitetsu – Fusukachi (ควรขึ้นขบวน Express หรือ Limited Express)
  4. เปลี่ยนขบวนเป็น Nishitetsu Dazaifu Line  for DAZAIFU ไปลงสถานี Dazaifu

รวมใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 – 50 นาที

ที่สถานี Nishitetsu – Fukuoka เป็นสถานีที่ใหญ่มาก และมีความแปลกตรงที่ในสถานีไม่ค่อยจะมีป้ายภาษาอังกฤษบอก แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะขึ้นรถไฟผิด เพราะสามารถขึ้นได้ทุกขบวน จอดที่ Nishitetsu – Fusukachi หมดเลย

รถไฟที่ออกจากสถานี Nishitetsu – Fukuoka มี 3 แบบ

  1. Local (普通) สัญลักษณ์สีน้ำเงิน
  2. Express (急行) สัญลักษณ์สีเขียว
  3. Limited Express (特急) สัญลักษณ์สีแดง

แนะนำให้นั่ง Express หรือ Limited Express จะไวกว่าขบวน Local

สถานีนี้เป็นสถานีที่สะอาดมาก ราวกับยกรถไฟมาไว้ในห้าง

ภายในรถไฟก็สะอาดเช่นกัน

ไม่ถึง 30 นาทีก็มาถึงสถานี Dazaifu

ดาไซฟุ (Dazaifu : 大宰府)

เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดฟุกุโอกะ ห่างจากฮากาตะมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 ดาไซฟุเคยเป็นเมืองศูนย์กลางของรัฐบาล ดูแลเมืองต่างๆ ในคิวชูก่อนที่จะเสื่อมอำนาจและย้ายเมืองศูนย์กลางไปอยู่ที่ฮากาตะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของดาไซฟุจะเป็น ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine และวัด Komyozenji Temple นอกจากนี้ก็มีถนนสายชอปปิ้งที่อยู่ระหว่างสถานี Dazaifu กับ ศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine

การเดินทางในดาไซฟุ เราจะใช้การเดินอย่างเดียว เที่ยวเฉพาะสถานที่สำคัญที่อยู่รอบๆสถานี Dazaifu

ออกจากสถานี Dazaifu เดินขึ้นไปทางทิศเหนือจะเห็นป้ายรถประจำทาง เดินต่อไปทางขวาจะเป็นถนนคนเดิน ถนนสายช๊อปปิ้ง

ร้านแรกที่แวะเป็นร้านคิตตี้ ตามสถานที่ท่องเที่ยวมักจะมีร้านคิตตี้อยู่ด้วย ของที่ขายก็มีหลายอย่าง เช่นผ้าเช็ดหน้า กระเป๋า ร่ม ตุ๊กตา ฯลฯ

ในย่านนี้มีร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน แนะนำว่าให้ดูๆ ไปก่อนยังไม่ต้องซื้อ บางร้านขายถูก บางร้านขายแพง ยิ่งดูหลายร้านยิ่งได้ของที่ราคาถูก

ช่วง 10 โมง เป็นเวลาที่เดินสบาย หลังจากนี้คนจะเยอะมากขึ้น ทั้งนักท่องเที่ยวและทัวร์

ร้านโทโทโร่ สตูดิโอจิบลิ สินค้าน่ารัก แต่ราคาก็ไม่เบา

Starbuck สาขา Dazaifu เลื่องลือว่ามีความสวยงามติดอันดับโลก มีการตกแต่งร้านด้วยท่อนไม้ถึง 2,000 ท่อน ถ้านำไม้มาเรียงกันจะมีความยาวถึง 4 กิโลเมตร เป็นผลงานการออกแบบของบริษัท Kengo Kuma and Associates

ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวมาทานกาแฟ และแวะถ่ายรูปที่นี่เป็นจำนวนมาก ยิ่งเวลาทัวร์จีนมาลงคนจะเยอะเป็นพิเศษ

ของกินที่ขึ้นชื่อในย่านนี้จะเป็นโมจิปิ้ง Umegae mochi มีกลิ่นหอมจากการปิ้ง ด้านนอกเหลืองกรอบ ด้านในนิ่ม มีไส้ถั่วแดงอยู่ด้านใน มีขายอยู่หลายร้าน

เดินไปจนสุดถนนย่านช๊อปปิ้งก็จะเจอกับสะพานแดง ที่ข้ามไปยังศาลเจ้าดาไซฟุ เทงมังกุ (Dazaifu Tenmangu Shrine) สะพานนี้เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมในดาไซฟุ

ศาลเจ้าดาไซฟุ เทงมังกุ (Dazaifu Tenmangu Shrine : 大宰府天満宮)

เป็นศาลเจ้าแบบชินโตสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ Sugawara Michizane ท่านผู้นี้เป็นนักวิชาการและการเมือง ที่มีความสามารถมากในยุคเฮอัน (Heian) จนได้รับการยอมรับว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ หรือเทพเทนจิน (Tenjin)

ตามตำนาน Michizane เป็นผู้มีพรสวรรค์ตั้งแต่เด็ก สามารถแต่งบทกวีได้ตั้งแต่อายุ 11 ปี เส้นทางทางการเมืองของ Michizane เริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว และต่อมาเริ่มมีความขัดแย้งกับตระกูล Fujiwara มีการเนรเทศ Michizane จากเกียวโตไปอยู่ที่ฟุกุโอกะ ในตอนนั้นฟุกุโอกะเป็นเมืองที่ไม่เจริญเมื่อเทียบกับเกียวโต

เพียงไม่กี่ปีที่ Michizane มาอยู่ฟุกุโอกะ ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยอายุเพียง 57 ปี อาจจะด้วยสาเหตุที่โดนกลั่นแกล้ง จนตรอมใจตาย ในการเคลื่อนย้ายศพของ Michizane ใช้วัวเป็นผู้ลากจูงศพ ในขณะที่กำลังเคลื่อนย้ายศพ วัวก็หยุดนิ่งไม่ยอมไปต่อ เลยมีการฝังศพของ Michizane ยังพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งก็คือพื้นที่ปัจจุบันของศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine

หลังจากการเสียชีวิตของ Michizane ก็ได้เกิดภัยพิบัติ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณ อาฆาตของ Michizane ที่โดนขับไล่ ไม่ได้รับความยุติธรรม จึงมีการตั้งศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine เพื่อบูชาวิญญาณของ Michizane บริเวณหลุมฝังศพ

ศาลเจ้าเล็กๆ ระหว่างทาง

การเข้าชมในศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine เข้าชมได้ฟรี แต่ในส่วนพิพิธภัณฑ์ (Dazaifu Tenmangu Museum) มีค่าเข้าชมคนละ 400 เยน

อาคารหลักของศาลเจ้า (Honden) มีคนมาสักการะบูชาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักเรียน – นักศึกษา เชื่อกันว่าเทพ Tenjin เทพเจ้าแห่งการเรียนรู้จะช่วยให้การเรียนประสบผลสำเร็จ

รูปปั้นวัวในตำนาน ที่ลากจูงศพของ Michizane มีความเชื่อว่าการจับ – ลูบ ที่หัววัว จะประสบความสำเร็จในการศึกษา หัววัวจึงเห็นเป็นเนื้อโลหะสีทอง เงา อย่างชัดเจน

ร้านขายเครื่องรางภายในวัด

เดินชมศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu Shrine จนทั่ว เสร็จแล้วเดินต่อไปยังวัดโคเมียวเซนจิ (Komyozenji Temple)

ก่อนจะถึงวัดมีอาคารคล้ายศาลาวัด รอบๆ มีใบไม้แดง ใบไม้เปลี่ยนสีหลายต้น

Komyozenji Temple

วัดโคเมียวเซนจิ (Komyozenji Temple : 光明善寺)

เป็นวัดพุทธนิกายเซน สร้างขึ้นในสมัยคามาคุระ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในดาไซฟุ ตัววัดมีขนาดเล็ก ไฮไลต์ของวัดนี้อยู่ที่สวนหิน และ ใบไม้เปลี่ยนสี โดยจะมีสวนหินที่ด้านหน้าวัดและหลังวัด

สวนหินที่อยู่ด้านหน้ามีขนาดเล็ก ชมได้ฟรี ในส่วนของสวนด้านหลังจะต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 200 เยน สวนมีขนาดใหญ่กว่าด้านหน้า แต่สามารถชมได้จากระเบียงเท่านั้น ลงไปในสวนไม่ได้

สวนหินหน้าวัด

ภายในวัดห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีรูปมาให้ดู แต่อย่างไรก็ตามวัดนี้ค่อนข้างเล็ก ไม่มีสิ่งของให้ดู ที่โดดเด่นสุดก็จะเป็นสวนหินที่อยู่ด้านหลัง

สวนหินหลังวัด ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ใบไม้แดงและร่วงไปค่อนข้างมากแล้ว ภูมิภาคคิวชูค่อนข้างแปลก พื้นที่ใกล้ๆ กันแต่ใบไม้เปลี่ยนสีไม่พร้อมกัน ก่อนเข้าวัดเจอใบไม้เหลืองเตรียมจะแดง แต่หลังวัดแดงจนร่วงแล้ว

dazaifu25

ภายในวัดนี้เล็กจริงๆ เทียบไม่ได้กับวัดในเกียวโตเลย

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญใน Dazaifu ก็มีเพียงเท่านี้ ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวันเช้าก็เสร็จ

จากนั้นเราก็เดินทางกลับฟุกุโอกะด้วยรถไฟเหมือนขามา โดยลงที่สถานี Nishitetsu – Fukuoka ระหว่างทางเจอนักเรียนญี่ปุ่นไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ไม่ว่าจะไปไหนจะพบนักเรียนไปทัศนศึกษาเยอะมาก เป็นการเรียนรู้จากของจริง

ถึงสถานี Nishitetsu – Fukuoka ตอนเที่ยงพอดี มื้อกลางวันนี้จะไปทานสุดยอดราเมงของเมืองฮากาตะ ที่ร้าน Ippudo สาขาที่เราจะไปทานนั้นเป็นสาขาแรกของ Ippudo เลย เดินจากสถานี Nishitetsu – Fukuoka ไปประมาณ 600 เมตร หรือจะเดินมาจากสถานี Tenjin ก็ได้เช่นกัน

พิกัด Google map

ในบริเวณนี้มีร้านราเมงเจ้าดังถึงสองร้าน ได้แก่ Ichiran และ Ippudo เมืองฮากาตะเป็นเมืองที่มีราเมงเจ้าอร่อยเยอะมาก เพราะเมืองนี้เป็นต้นกำเนิดของฮากาตะราเมง ราเมงซุปกระดูกหมูรสเข้มข้น

เข้าซอยมานิดเดียวจะเห็นร้าน Ippudo(一風堂)อยู่ทางซ้ายมือ ถ้าไม่ตั้งใจมากิน รับรองว่ามาไม่ถูกแน่ เพราะไม่มีชื่อร้านภาษาอังกฤษ ขนาดร้านก็ค่อนข้างเล็ก สาขานี้เปิดในปี ค.ศ. 1985

Ippudo Ramen(一風堂)

ร้านราเมงที่มีสาขาในญี่ปุ่น 80 สาขา และมีสาขาที่ต่างประเทศ อเมริกา, เกาหลี, สิงคโปร์, ฮ่องกง ฯลฯ รวมถึงประเทศไทยด้วย มีสาขาที่ เอ็มโพเรียม กับ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี จุดเด่นของ Ippudo อยู่ที่น้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้น ที่คิดค้นโดยเชฟ SHIGEMI KAWAHARA ผู้ที่เคยได้แชมป์ TV Champion Ramen ถึง 3 สมัย

ภายในร้านจะมีที่นั่งเป็นโต๊ะสำหรับกลุ่มที่มาด้วยกัน และที่นั่งแถวเดียวหันหน้าเข้าผนัง มีเมนูอาหารภาษาอังกฤษพร้อมรูปภาพ พนักงานจะมารับ Order เองเลยอยากทานอันไหนก็ชี้เอา

ราคาราเมงชามละ 720 – 850 เยน ใกล้เคียงกับราเมงข้อสอบ (Ichiran) เราสั่งมา 2 ชาม Original Akamaru Modern กับ Ippudo Karaka

Original Akamaru Modern 820 เยน ราเมงซุปกระดูกหมู เส้นแบบบาง หมูสไลด์ 2-3 แผ่น มีซอสเผ็ดเพิ่มรสชาติ รสชาติกลมกล่อมดี

Ippudo Karaka 820 เยน ชามนี้สั่งรสเผ็ดสุด เผ็ดโดดๆ ไม่กลมกล่อม มีหมูสับเม็ดเล็กๆ มาให้ ซึ่งน้อยมาก

ในแง่ของความคุ้มค่า ราเมงจะเน้นไปที่เส้นกับ น้ำ ส่วนหมูให้มาค่อนข้างน้อย ถ้าอยากทานแบบคุ้มค่าแนะนำให้ทานข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya ราคา 500 เยน ได้เนื้อเต็มจานเลย

ความเห็นส่วนตัวชอบ Ichiran มากกว่า Ippudo แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า Ippudo อร่อยกว่า เป็นเรื่องของความชอบ ของใครของมัน ต้องลองทานเอง

ออกจากร้าน Ippudo ผ่านร้าน AKB48 ใครเป็นแฟนคลับศิลปินกลุ่มนี้แวะเข้าไปได้

เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะได้เที่ยว พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับ เราจะไปหาร้านช๊อปปิ้ง ซื้อของฝากกันหน่อย ร้านที่เราไปเป็นร้านดองกี้ (Don Quijote) สาขา Nakasu ร้านนี้มีของสารพัดอย่าง ตั้งแต่เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน ของกิน ชาเขียว ขนม สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แม้แต่ Sex Toy ยังมีขายเลย สินค้าร้านนี้จะขายราคาถูก และยังมี Tax Refund ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

การเดินทางไปด้วยรถไฟ Subway ลงสถานี Nakasu – Kawabata Station Exit 4 ร้านดองกี้จะอยู่ชั้นสอง

ติดกับร้านดองกี้จะเป็นแม่น้ำนาคะ (Naka) เป็นแม่น้ำที่มีทางออกสู่ทะเล

สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์อังปังแมน, ถนนช๊อปปิ้ง KAWABATA

ถนนช๊อปปิ้ง KAWABATA

เดินเล่นรอบสถานี Nakasu – Kawabata เสร็จนั่งรถไฟ Subway ไปลงที่สถานี Gion Exit 1 เดินต่อไปยังวัดโทโจจิ (Tochoji Temple)

วัดโทโจจิ (Tochoji Temple : 真言宗)

เป็นวัดพุทธนิกายชิงงอน (Shingon Buddhism) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 806 โดยคุไค (Kukai) เป็นตำแหน่งผู้เผยแพร่และสอนศาสนา วัดนี้มีพระพุทรูปไม้ที่ใหญ่ที่สุด (Daibutsu) ในญี่ปุ่น มีความสูงถึง 10.8 เมตร และหนัก 30 ตัน และยังมีเจดีย์สีแดงขนาด 5 ชั้น

การเข้าชมในวัดไม่มีค่าใช้จ่าย

พระพุทธรูปองค์ใหญ่ จะอยู่ในอาคารหลังใหม่ มองไม่เห็นจากภายนอก และห้ามถ่ายรูปพระพุทธรูป ของจริงจะเหมือนในรูปด้านล่าง (เป็นรูปที่ถ่ายจากป้ายมาอีกที) ดูใหญ่ และอลังการมาก แต่ดูไม่เก่าแก่เหมือนพระพุทธรูปไดบุซึเมืองนารา และ คามาคุระ

จากวัด Tochoji เดินไปประมาณ 450 เมตร มีวัดที่สำคัญอีกวัดหนึ่งในฟุกุโอกะคือวัดโชฟุคุจิ (Shofukuji Temple)

วัดโชฟุคุจิ (Shofukuji Temple) 

เป็นวัดนิกายเซนแห่งแรกในญี่ปุ่น สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1195 โดยนักบวช Eisai ผู้นำศาสนาพุทธนิกายเซน จากจีนสู่ญี่ปุ่น ตัวอาคารวัดเป็นอาคารไม้ตามแบบฉบับของวัดนิกายเซน อาคารนี้มีการสร้างใหม่อยู่หลายครั้ง ที่ประตูทางเข้า (Sanmon Gate) เป็นประตูขนาดใหญ่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ 1911 การเข้าชมในวัดไม่เสียค่าเข้าชม

พื้นที่ในวัดไม่กว้างเหมือนวัดที่เกียวโต บรรยากาศค่อนข้างเงียบ ไม่มีนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ในวัด

15:00 น. โปรแกรมเที่ยวช่วงกลางวันเราก็จบเพียงเท่านี้ เรากลับโรงแรมไปพักขา และกินขนม พระอาทิตย์ตกดินค่อยออกมาเที่ยว 2 สถานที่ที่เหลือ Canal City และ ร้านอาหารแผงลอยยาไต (Yatai)

17:30 น. หลังจากได้พัก ค่อยมีแรงขึ้นมาหน่อย เราเดินจากโรงแรมไปยังห้าง Canal City ระยะทางประมาณ 850 เมตร เวลานี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ช่วงหน้าหนาวมืดเร็ว

ประมาณ 15 นาทีเราก็มาถึง ห้าง Canal City

คะแนล ซิตี้ ฮากาตะ (Canal City Hakata :キャナルシティ博多)

เป็นห้างขนาดใหญ่ในย่านฮากาตะ ประกอบด้วยร้านค้ากว่า 250 ร้าน มีร้านอาหาร โรงหนัง โซนเกม โรงแรม และคลองเทียมอยู่กลางตัวห้าง อันเป็นที่มาของชื่อ Canal City Hakata

ภายในห้างมีทั้งแหล่งช๊อปปิ้ง และสถานที่รวมร้านราเมงชื่อดังมาเปิดรวมกันในพื้นที่ของ Ramen Stadium ที่บริเวณคลองในห้างมีการแสดงโชว์น้ำพุ และมีการแสดงแสง สี เสียง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ช่วงเวลาเย็นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเดินที่ Canal City Hakata

เข้าห้างแล้ว เดินตรงดิ่งไปที่บริเวณน้ำพุ ช่วงนี้มีการแสดงแสง สี เสียง การ์ตูน Onepiece Waterspegtagle ชมได้ฟรี และจะมีไปจนถึง 18 พฤษภาคม 2017

รอบการแสดง

  • เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ : 18:00, 19:00, 20:00, 21:00 น.
  • เดือนมีนาคม – พฤษภาคม : 19:00, 20:00, 21:00 น.

เกือบๆ 6 โมงเย็นคนญี่ปุ่นก็เริ่มมาจับจองที่นั่งหน้าลานน้ำพุแล้ว ช่วงที่ Onepiece ยังไม่มาก็โชว์น้ำพุไปก่อน

การแสดงจะยิงภาพไปที่ผนังของห้าง แสง สี เสียงมาครบ และมีน้ำพุเป็นเอฟเฟกต์ประกอบการ์ตูนด้วย เช่นฉากที่สู้กันก็มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาแตกกระจายกันไป การ์ตูนจะเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่มี Sub Title ถ้าใครเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้น่าจะดูเข้าใจ

การแสดงมีประมาณ 10 นาทีก็จบ โดยรวมแล้วทำได้ค่อนข้างดี

ชมการแสดงเสร็จก็เดินออกจากห้างทางฝั่งทิศตะวันออก เดินข้ามไปยังบริเวณ Nakasu หรือเกาะที่อยู่ระหว่างแม่น้ำ Naka และ แม่น้ำ Hakata พื้นที่บริเวณนี้เป็นย่านกลางคืน หรือ โคมแดง มีร้านอาหาร กิน ดื่ม และร้านอาหารแบบแผงลอยที่คนญี่ปุ่นเรียกว่ายาไต (Yatai : 屋台) ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าแผงลอย

ยาไต (Yatai : 屋台)

เป็นร้านอาหารแผงลอย มีที่นั่ง หรือ ยืนกินประมาณ 8-10 ที่ อยู่บริเวณเกาะ Nakasu ทางด้านทิศใต้ ฝั่งตะวันตก ติดกับแม่น้ำ มีร้านอาหารหลายสิบร้าน ส่วนมากจะเป็นอาหารทานง่ายเช่น ราเมง ไก่ทอด (yakitori) และมักจะขายคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลูกค้าส่วนมากจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เลิกงานมา ก็หาของกินทานง่ายๆ

ร้านอาหารแบบยาไต เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองฟุกุโอกะ ไม่ได้มีทั่วไปในเมืองอื่นๆ นักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะมาเดินชมร้านแผงลอยยาไต แต่แนะนำว่าควรชมอย่างเดียว ไม่ควรลอง เพราะร้านอาหารยาไตไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด ส่วนมากจะแพงกว่าร้านที่มีที่ตั้งถาวรด้วยซ้ำ

ที่บ้านเราร้านอาหารข้างทางดูจะเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ญี่ปุ่นเป็นของแปลกจนนักท่องเที่ยวอยากมาดู

ถึงจะเป็นร้านแผงลอย แต่ก็ดูเป็นระเบียบ และสะอาด ตามมาตราฐานญี่ปุ่น

ความยาวของร้านยาไต (Yatai) น่าจะยาวประมาณ 100 เมตรได้ และดูจำนวนร้านอยู่ในหลักสิบ ดูแล้วไม่ถึง 150 ร้านค้า ตามที่ japan-guide.com ว่าไว้ อาจจะเป็นข้อมูลเก่า หรือมีเพิ่ม – ลด ในฤดูกาลต่างๆ

ชมร้านยาไตเสร็จประมาณ 18:45 น. บรรยากาศเหมือนดึก แต่จริงๆ ยังไม่ดึกมาก จากนั้นเราก็นั่งรถบัสกลับสถานี Hakata แล้วเดินเข้าโรงแรม

คืนนี้ต้องจัดกระเป๋า สำหรับการเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ เที่ยวมาแป๊ปๆ 7 วันแล้ว เวลาผ่านไปไวจริงๆ ในตอนต่อไปจะเป็นรีวิวการเดินทางขากลับ ของน่าซื้อที่ Duty Free ในสนามบิน รีวิวสายการบินไทยเส้นทาง Fukuoka – Hakata ติดตามชมกันต่อนะครับ

อ่านตอนต่อไป –> รีวิว Duty free สนามบิน Fukuoka บิน TG 649 กลับไทย

รีวิวทั้งหมด

Post Views 15868

Universal AC Adapterเครื่องชั่งกระเป๋าเดินทาง

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *