รีวิวเที่ยวเบปปุ Beppu ใน 1 วัน ชมบ่อนรกจิโกกุ Jigoku

จากตอนที่แล้ว –> รีวิวยูฟูอิน Yufuin เมืองออนเซนรีสอร์ท ชมวิวริมทะเลสาบ Kinrinko

วันนี้เป็นวันที่ 3 ของทริปคิวชู เราจะไปเที่ยวที่เมืองเบปปุ (Beppu) แบบเช้าไป – เย็นกลับ จากเมือง Oita สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปนั้น เป็นบ่อน้ำร้อนจิโกคุ (Jigoku) 7 บ่อ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเบปปุ ส่วนการเดินทางไป Beppu จะใช้ JR Kyushu Nothern

8:00 น. เราเดินจากโรงแรมมายังสถานี Oita บรรยากาศในเมืองนี้ค่อนข้างเงียบ นักท่องเที่ยวน้อย คนญี่ปุ่นก็ไม่เยอะเท่าเมืองอื่น

การเดินทางจาก Oita ไปยัง Beppu

วิธีที่ 1 นั่งรถไฟ JR Nippo Line  for NAKATSU / KAMEGAWA  / YANAGIGAURA จากสถานี Oita ไปลงสถานี Beppu ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 นาที ค่าโดยสาร 280 เยน

วิธีที่ 2 นั่งรถไฟ LTD. EXP SONIC จากสถานี Oita ไปลงสถานี Beppu ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 นาที ค่าโดยสาร 1,090 เยน

ทั้งสองวิธี สามารถใช้ JR Pass, JR Kyushu, JR Kyushu Nothern ได้หมด

รอขึ้นรถไฟสถานี Oita

วิวระหว่างทางมองเห็นภูเขาเขียวๆ

8:51 น. เราก็มาถึงสถานี Beppu รถไฟในภูมิภาคนี้จะมีขบวนสั้น เนื่องจากมีประชากรเบาบาง

เบปปุ (Beppu : 別府)

เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัด Oita อยู่ในภูมิภาคคิวชู เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำร้อน และ ออนเซน สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง Beppu จะเป็นทัวร์บ่อนรกทั้ง 8 ในแต่ละบ่อจะมีสีของน้ำและอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป เช่นบ่อสีแดง สีฟ้า สีขาว บ่อโคลน ฯลฯ

การท่องเที่ยวเมือง Beppu มักจะเที่ยวคู่กับเมือง Yufuin ทั้งสองเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องออนเซนเหมือนกัน นอกจากออนเซนแล้ว เมือง Beppu ยังมีการอบด้วยทรายร้อน และไอน้ำ เชื่อกันว่าการแช่ออนเซน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คลายการเมื่อยล้า

เมือง Beppu มีอะไรให้เที่ยวบ้าง

สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ก็จะเป็นบ่อน้ำร้อน (Jigoku) ทั้ง 8 ถ้ามา Beppu แล้วไม่ได้มาบ่อน้ำร้อนก็เหมือนมาไม่ถึง Beppu  ส่วนสถานที่อื่นๆ ก็มี Umitamago Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล ดูปลา ดูสัตว์น้ำ, Takasakiyama Monkey Park สวนลิง และ ขึ้นกระเช้าไปภูเขาซึรุมิ (Mount Tsurumi)

ถ้าจะเที่ยวทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน แต่เรามีเวลาวันเดียว เลยไปบ่อน้ำร้อน และเดินเที่ยวรอบสถานี Beppu อีกนิดหน่อย

Information จุดเริ่มต้นการเดินทางใน Beppu

เราแวะเข้า Information ที่อยู่ในสถานี Beppu เพื่อขอแผนที่ ตารางรถบัส ซื้อตั๋วรถบัสแบบ 1 วันใน Beppu (My Beppu Free Pass) และซื้อบัตรเข้าชมบ่อน้ำร้อน (Jigoku) ตอนนี้บัตรเข้าชมแบบรวมจะเป็นแบบ 7 บ่อ ต่างจากเดิมที่มีอยู่ด้วยกัน 8 บ่อ

  • บัตรเข้าชม 7 บ่อ ราคา 1,800 เยน (ถ้าซื้อแยกราคาบ่อละ 400 เยน)
  • My Beppu Free Pass ราคา 900 เยน

บัตรเข้าชม 7 บ่อ จะได้เป็นคูปอง เราจะต้องนำคูปองไปแลกเป็นบัตรจริงที่บ่อน้ำร้อนบ่อใดก็ได้ 1 ใน 7 บ่อ

เจ้าหน้าที่ในนี้อธิบายด้วยความชำนาญว่าเราต้องเริ่มต้นจากตรงไหน นั่งรถบัสสายอะไร ลงตรงไหน ขึ้นตรงไหน กลับยังไง พร้อมกับให้ตารางรถบัสเรามา

เอกสาร พาส และบัตรเข้าบ่อน้ำร้อน มีข้อมูลเป็นภาษาไทยด้วยนะครับ แสดงว่าคนไทยไปเที่ยวภูมิภาคนี้กันเยอะเหมือนกัน

การเดินทางในเมือง Beppu จะต้องเดินทางด้วยรถบัส วิธีที่สะดวกที่สุดคือซื้อ My Beppu Free Pass ราคา 900 เยน ใช้ขึ้นรถบัสในเมือง Beppu ได้อย่างไม่จำกัด หน้าตาพาสจะเป็นตามรูปด้านล่าง

ก่อนใช้งานพาสให้ขูด ปี เดือน วัน ที่จะใช้ (ปกติแล้วเจ้าหน้าที่จะขูดให้) และให้ระวังการขูดวันผิด หรือบังเอิญไปขูดโดยไม่ตั้งใจ

My Beppu Free Pass

การเดินทางไปบ่อน้ำร้อน หรือบ่อนรกจิโกคุ (Jigoku)

บ่อนรกจะมีอยู่ด้วยกัน 8 บ่อ จะแบ่งเป็น 2 โซน โซนแรกมี 6 บ่อเดินไปหากันได้หมด โซนสอง มี 2 บ่อ เดินหากันได้เช่นกัน การเดินทางระหว่าง 2 โซนจะต้องนั่งรถบัสไปประมาณ 6 นาที

การเข้าชมจะไปโซนไหนก่อนก็ได้ ชมทั้ง 8 บ่อใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง – 5 ชั่วโมงครึ่ง

วิธีแรก ลงป้าย Chinoike Jigoku ชม 2 บ่อ ก่อนแล้วนั่งรถลงป้าย Kannawa ชม 6 บ่อทีเหลือ รวมค่าโดยสาร 910 เยน ใช้ My Beppu Free Pass ได้หมด และประหยัดกว่าจ่ายเป็นเที่ยวๆ 10 เยน

วิธีสอง นั่งรถลงป้าย Umi Jigoku Mae ชม 6 บ่อ ก่อนแล้วนั่งรถลงป้าย Chinoike Jigoku ชม 2 บ่อทีเหลือ รวมค่าโดยสาร 910 เยน ใช้ My Beppu Free Pass ได้หมด และประหยัดกว่าจ่ายเป็นเที่ยวๆ 10 เยน

คนส่วนมากมักจะชม 6 บ่อก่อน แล้วต่อด้วย 2 บ่อที่เหลือ แต่เราจะสวนกระแสคนอื่น คือชม 2 บ่อก่อน

เรารอรถบัสสาย 26 ที่สถานี Beppu ฝั่ง East รถมาเฉลี่ยชั่วโมงละ 2-3 คัน รอบรถสามารถดูได้จากตารางที่ได้รับจาก Information การขึ้นรถบัสให้ขึ้นประตูหลัง ลงประตูหน้า เดินขึ้นตามคิว

  • ผู้โดยสารที่มี My Beppu Free Pass ขึ้นไปนั่งได้เลย
  • ผู้โดยสารที่จ่ายเงินด้วย IC Card ให้แตะที่เครื่องอ่านการ์ดตรงประตูหลัง ตอนขึ้น
  • ผู้โดยสารที่จ่ายเงินสด ให้รับตั๋วที่กล่องสีส้มตรงประตูหลัง ตอนขึ้น

เมื่อรถบัสจะถึงป้ายไหนจะมีเสียงประกาศออกมา ให้คอยฟังเสียงเมื่อใกล้ถึงเวลาลง และกดกริ่งก่อนที่จะถึงป้าย

รถบัสในญี่ปุ่นจะลุกจากที่นั่งได้ตอนที่รถหยุด ถ้าลุกตอนที่รถวิ่งอาจจะโดนคนขับดุเอาได้

เมื่อถึงป้ายที่ต้องการลง

  • ผู้โดยสารที่มี My Beppu Free Pass โชว์พาสให้คนขับรถดู แล้วลงรถ
  • ผู้โดยสารที่จ่ายเงินด้วย IC Card ให้แตะที่เครื่องอ่านการ์ดข้างคนขับ
  • ผู้โดยสารที่จ่ายเงินสด ให้ดูราคาค่าโดยสารตามหมายเลขตั๋ว ที่จอหน้ารถ แล้วหยอดเหรียญลงกล่องข้างคนขับ

9:35 น. เราก็มาถึงป้าย Chunoike Jigoku

บ่อน้ำร้อนจิโกคุ (Jigoku : 地獄)

จิโกคุในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “นรก” หมายถึงบ่อน้ำร้อนทั้ง 8 ของเมือง Beppu ที่มีความร้อนสูง และสีที่ดูน่ากลัว เช่นบ่อสีเลือด บ่อสีฟ้า บ่อโคลน ฯลฯ ด้วยความแปลกที่ไม่มีในเมืองไหน จึงมีการโปรโมทบ่อน้ำร้อนทั้ง 8 เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Hells Tour” หรือ “ทัวร์นรก”

ลงจากรถบัส ยังไม่ต้องไปที่ไหนไกลก็เห็นไอน้ำลอยขึ้นมาจากฝาท่อระบายน้ำ แสดงถึงพลังงานความร้อนใต้พื้นดินที่กระจายไปทั่วในบริเวณนี้ ไม่เพียงแต่ในบ่อน้ำร้อน

จากป้ายหยุดรถเดินไปนิดเดียวก็จะเจอกับบ่อ Chinoike-Jigoku เรานำคูปองที่ซื้อมาจาก Information มาแลกเป็นบัตรจริง บัตรเข้าชมจะให้มาเป็นเล่ม เมื่อเข้าบ่อไหนก็จะมีการฉีกหางบัตรของสถานที่นั้น ดังนั้นให้เก็บรักษาให้ดี ห้ามทำหาย

หลังจากแลกเป็นบัตรจริงแล้วเจ้าหน้าที่จะดึงบัตร Chinoike Jigoku ออก 1 ใบ และชี้ให้เราไปชมบ่อไกเซอร์ (Tatsumaki Jigoku) ก่อน แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาชมที่นี่ใหม่

เดินย้อนไปประมาณ 3 นาทีก็ถึงบ่อแรก Tatsumaki Jigoku เจ้าหน้าที่จะฉีกบัตรเข้าชมที่นี่ออก 1 ใบ ทางเข้าไปยังบ่อน้ำร้อนจะต้องผ่านร้านของฝากนานาชนิด แพคเกจสวยๆ ทั้งนั้น

เดินทะลุออกไปด้านหลัง ก็จะเจอกับบ่อ Tatsumaki Jigoku

1. บ่อนรก Tatsumaki Jigoku

เป็นบ่อน้ำร้อนแบบไกเซอร์ (Geyser) มีแหล่งกำเนิดที่ใต้ดินลึกลงไปกว่า 50 เมตร อุณหภูมิของน้ำใต้ดิน 150 องศา บ่อนี้จะมีน้ำร้อนปล่อยออกมาทุกๆ 30-40 นาที ในแต่ละครั้งจะปล่อยออกมานานประมาณ 6-10 นาที โดยจะมีแผ่นหินกั้นไม่ให้น้ำพุ่งขึ้นไปสูง

บ่อน้ำร้อนแบบไกเซอร์ ในประเทศไทยก็มีเหมือนกันอยู่ที่ น้ำพุร้อนสันกำแพง จ.เชียงใหม่

ช่วงที่ยังไม่มีน้ำพุ่งออกมาก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ รอไม่กี่นาทีน้ำก็พุ่งออกมา

น้ำพุ่งออกมา มีแรงดันค่อนข้างมาก รับรู้ได้ถึงความร้อนผ่านทางละอองน้ำรอบบ่อ

บ่อนี้มีขนาดเล็กที่สุดจากทั้งหมด 8 บ่อ และเป็นบ่อไกเซอร์ เพียงบ่อเดียว

การมาชมบ่อนี้ ควรจะพกดวงมาด้วย ถ้ามาไม่ถูกจังหวะอาจจะต้องรอนานถึง 30-40 นาที แค่ไม่ต้องกลัวว่าจะยืนนาน ทางบ่อน้ำร้อนได้เตรียมที่นั่งไว้ให้นั่งรอหลายที่นั่ง

บ่อแรกเราใช้เวลาไปประมาณ 8 นาทีเท่านั้น แสดงว่าเรามาได้ถูกจังหวะ จากนั้นเดินย้อนไปยังบ่อที่สอง Chinoike Jigoku

2. บ่อนรก Chinoike Jigoku หรือบ่อสีเลือด

บ่อนี้มีความสวยงาม และแปลกกว่าบ่ออื่น เนื่องจากน้ำ และไอน้ำเป็นสีแดงเลือด ด้านในมีร้านขายของที่ระลึกของฝากขนาดใหญ่ และมีที่นั่งให้แช่เท้า

ที่หน้าทางเข้ามีตัวการ์ตูนปีศาจถือกระบองอยู่

ร้านขายของฝากขนาดใหญ่ มีขนม ของกิน ของที่ระลึก และ ผงแร่ออนเซ็น สำหรับไปแช่ที่บ้าน

เหนือบ่อมีไอน้ำลอยขึ้นเหนือน้ำเยอะมาก

น้ำในบ่อมีสีแดงปนสีน้ำตาล

มีที่ให้นั่งแช่เท้าด้วย

บ่อนี้เราใช้เวลาไป 20 นาที บ่อที่เหลืออีก 5 บ่อ จะต้องนั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Kannawa

จุดขึ้นรถก็เป็นจุดเดิม หน้าบ่อ Chinoike Jigoku นั่งสาย 26 ประมาณ 6 นาที ลงป้าย Kannawa แนะนำให้นั่งฝั่งซ้ายนะครับ

นั่งไปประมาณ 3 นาที จะเห็นวิวบริเวณ Kannawa มีควันสีขาวลอยขึ้นมา ควันที่เห็นนี้เป็นความร้อนจากใต้พื้นดินทั้งนั้น บางจุดก็เป็นบ่อน้ำร้อน และบางจุดก็เป็นปล่องควันระบายความร้อนขึ้นด้านบน

10:30 น. ถึงป้าย Kannawa ป้ายนี้คนลงเยอะ ตอนลงโชว์ My Beppu Free Pass ให้คนขับรถดู ไม่ต้องจ่ายค่ารถเพิ่ม

แวะถ่ายรูปที่ Jigokumushi Kobo Cooking Center ที่นี่เป็นสถานที่ทำอาหารด้วยความร้อนจากไอน้ำ ส่วนอาหารนั้นจะนำมาเอง หรือซื้อที่นี่ก็ได้ เช่นอาหารทะเล หมูดิบ มีค่าใช้สถานที่ทำอาหารอยู่ที่ 510 เยน / 30 นาที

เรื่องอาหารไม่มีคำแนะนำ แต่เรื่องถ่ายรูปเค้าห้ามเข้าไปถ่ายใกล้ๆ ยืนห่างๆ แล้วซูมเข้าไปได้อยู่นะ ป้ายเตือนห้ามถ่ายรูปค่อนข้างเล็ก ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น

ที่ปรุงอาหาร

ถัดจากที่ปรุงอาหารด้วยไอน้ำไปนิดเดียว เป็นออนเซ็นเท้า มีทั้งแบบแช่เท้าลงในน้ำ (Ashiyu) และใช้ไอน้ำร้อน (Ashi mushi) ทั้งสองอย่างนี้ใช้บริการได้ฟรี

เดินผ่านบ้านในบริเวณนี้เห็นปล่องน้ำร้อนอยู่หลายที่ ควันค่อนข้างเยอะ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ตามหาบ่อนรกกันต่อดีกว่า ทั้ง 6 บ่อ จะอยู่ใกล้ๆ กันหมดเลย ดูเส้นทางได้จากแผนที่ ความยากของการตามหาบ่อนรกจะอยู่ที่บางบ่อไม่มีป้ายภาษาอังกฤษ ไม่มีรูปภาพบอกเลย เราต้องรอคนถือบัตรเข้าบ่อนรกเข้าไปก่อน ถ้าเข้าไปได้ก็แสดงว่าใช่ อย่างในรูปด้านล่างชื่อว่าบ่อ Shiraike Jigoku

3. บ่อนรก Shiraike Jigoku หรือบ่อสีขาว

บ่อนี้มีน้ำสีขาว คล้ายสีน้ำนม อุณหภูมิน้ำ 95 องศา ภายในมีตู้ปลาปิรันยา และปลาตัวใหญ่ที่สตาฟไว้

ตู้ปลาปิรันยา ปลากินเนื้อ มีนิสัยดุร้าย

ปลาปิรันยา

ในประเทศไทยห้ามนำเข้าปลาปิรันยาตัวเป็นๆ นำเข้าแบบแช่แข็งได้ แต่ในประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายที่ต่างจากไทย สามารถนำเข้าเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้

บ่อนรก Shiraike Jigoku มีไอน้ำร้อนลอยขึ้นจากบ่อ เมื่อยืนอยู่ใกล้บ่อจะรู้สึกอุ่น

ความเห็นส่วนตัว บ่อนี้ไม่ค่อยน่าสนใจซักเท่าไหร่ เราใช้เวลาที่บ่อนี้ไป 10 นาที

4. บ่อนรก Oniyama Jigoku หรือ Wani-jigoku (บ่อนรกจระเข้)

บ่อนี้ไม่ได้มีความโดดเด่นที่น้ำร้อน เป็นน้ำร้อนสีธรรมดา แต่มีจุดเด่นอยู่ที่มีการนำความร้อนมาเลี้ยงจระเข้ โดยเลี้ยงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 ที่นี่มีจระเข้มากกว่า 80 สายพันธุ์

ที่หน้าทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่ฉีกบัตรไป 1 ใบ เหมือนบ่ออื่นๆ

เข้าไปด้านในก็จะเจอกับรูปปั้นปีศาจ เฝ้าบ่อนรก

อุณหภูมิของน้ำที่บ่อนี้สูงถึง 98 องศา ควันเยอะกว่าบ่ออื่น

บ่อจระเข้จะเป็นบ่อปูน ลึกลงไปด้านล่าง มีลูกกรงกันคนตกลงไป

บ่อเล็กมี 1 ตัว/บ่อ ส่วนบ่อใหญ่อยู่รวมกันเป็นฝูง

บ่อจระเข้มีหลายบ่อ หลายสายพันธุ์ แต่เราดูแล้วแยกแยะไม่ออก ดูคล้ายๆ กันไปหมด

บ่อนี้มีอาหารที่ทำให้สุกด้วยไอน้ำร้อน ขายด้วย เช่นไข่ ข้าวโพด ดูคล้ายๆ ข้าวโพดต้มบ้านเรา ราคา 350 เยน

เราใช้เวลาที่บ่อนี้ไป 13 นาที

5. บ่อนรก Kamado Jigoku 

“Kamado Jigoku” มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “เตาอบ + นรก” ที่มาของชื่อบ่อมาจากในสมัยก่อนมีการใช้ความร้อนของบ่อนี้ในการประกอบอาหาร ในบ่อนี้มีบ่อย่อยหลายบ่อ มีน้ำร้อนจากบ่อให้นักท่องเที่ยวได้ลอง ดื่ม และจำหน่ายอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนจากน้ำร้อน มีที่ให้แช่เท้า

เดินเข้าไปได้นิดเดียวเป็นบ่อโคลนที่เดือดปุดๆ อยู่ตลอดเวลา

รูปปั้นปีศาจอยู่บนเตาทำอาหารเป็นสัญลักษณ์ของบ่อนี่

น้ำในบ่อใสมากมีสีฟ้า – ขาว สสารสีขาวในบ่อประกอบด้วย ซิลิกา หรือ ซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) และตะกอนของบ่อ

บ่อนี้มีน้ำร้อนให้นักท่องเที่ยวได้ลองดื่ม แต่ดูจากตะกรันที่ขอบภาชนะแล้วเราขอผ่านดีกว่า

ใครเดินมาเมื่อยๆ มีที่ให้นั่งพัก เอาเท้าไปรับความร้อน คลายความเมื่อยล้า และยังมีที่ให้นั่งสูดไอน้ำของบ่อน้ำร้อน ถ้าอยากรู้ว่ากลิ่นจะเป็นยังไงก็ไปลองกันดูได้

บ่อโคลนอีกบ่อ มีโคลนเดือดปุดๆ ตลอดเวลา

บ่อสีฟ้าในรูปบนเป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุดใน Kamado Jigoku ข้างบ่อเป็นตีนภูเขา และ ป่า

บ่อสีเลือด บ่อนี้มีขนาดเล็ก

บริเวณนี้เป็นบ่อแช่เท้า และที่จำหน่ายอาหารของบ่อ Kamado Jigoku

เราใช้เวลาที่บ่อนรก Kamado Jigoku ไป 20 นาที เยอะกว่าทุกบ่อก่อนหน้านี้ บ่อนี้มีบ่อย่อยหลายบ่อ บ่อโคลน บ่อสีฟ้าใส บ่อสีฟ้าขาว บ่อเลือด มีอะไรให้ดูเยอะที่สุด ถ้ามีเวลาไม่มากมาเที่ยวบ่อนี้บ่อเดียวก็เหมือนได้เที่ยวบ่อนรกทั้ง 7 บ่อ

6. บ่อนรก Umi Jigoku

“Umi Jigoku” มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “ทะเล + นรก” เนื่องจากว่าน้ำในบ่อนี้เป็นสีฟ้า เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟซึรุมิ (Mt. Tsurumi) เมื่อ 1,200 ปีที่แล้ว น้ำในบ่อเป็นน้ำสีฟ้าเดือด หรือสี Cobalt blue

สระบัวที่อยู่ด้านหน้าเป็นสระน้ำอุ่น มีบัวหลายชนิดรวมถึงบัวกระด้ง (Victoria waterlily) บัวชนิดนี้มีใบที่ใหญ่กว่า 1 เมตร และมีขอบสูงขึ้นจากน้ำ สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม โดยที่ใบบัวไม่จม

ในช่วงหน้าร้อน 13-15 สิงหาคม ของทุกปีจะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวที่เป็นเด็ก น้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม ได้ไปยืนบนใบบัว

บ่อนรก Umi Jigoku จะต้องเดินเข้าไปข้างในผ่านร้านขายของฝาก

บ่อสีฟ้า หรือบ่อสีน้ำทะเล อุณหภูมิน้ำสูงถึง 98 องศา มีควันลอยเหนือน้ำตลอดเวลา

บรรยากาศรอบบ่อมีใบไม้เปลี่ยนสี (เดือนพฤศจิกายน) และ เสาโทริอิ ขึ้นไปยังศาลเจ้าเล็กๆ

ใบไม้เปลี่ยนสี

เสาโทริอิแดง

เดินมาถึงบ่อที่ 6 เริ่มจะเมื่อยแล้ว แวะนั่งพักกดไอติม Gligo มานั่งทาน ตู้นี้มีขายหลายรส ราคา 130-160 เยน ถูกกว่า Softcream ที่ขายตามร้านเท่าตัว

บ่อนรก Umi Jigoku ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีบ่อย่อย เป็นบ่อสีแดงเลือดผสมโคลน และมีโรงเรือนปลูกบัว แต่ก่อนโรงเรือนนี้ปลูกกระบองเพชร แต่เพิ่งจะเปลี่ยนมาปลูกบัวแทน

เราใช้เวลาที่บ่อนี้ไป 37 นาที บ่อนี้มีบรรยากาศสวยกว่าบ่ออื่นๆ พื้นที่กว้าง ต่อไปจะเป็นบ่อที่ 7 บ่อสุดท้ายแล้ว

7. บ่อนรก Oniishibozu Jigoku

ชื่อบ่อนี้ได้มาจาก โคลนที่อยู่ในบ่อเกิดการเดือด ลักษณะเป็นลูกกลมคล้ายศรีษะพระที่โกนผม

โคลนในบ่อมีลักษณะคล้ายน้ำปูน มีสีขาว – เทา ควันดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับบ่ออื่น

จุดที่โคลนเดือดจะเห็นเป็นวงชัดเจน

มีลวดลายที่ขอบด้านนอก

บ่อแช่เท้า แช่ได้ฟรี

บ่อนี้ใช้เวลาเพียง 7 นาทีเท่านั้น เป็นอันปิดภารกิจ เที่ยวบ่อนรกทั้ง 7 บ่อ ต่อจากนี้เราจะเดินกลับไปยังป้าย Kannawa เพื่อนั่งรถกลับสถานี Beppu

ระหว่างทางเดินผ่านบ่อที่ 8 บ่อนี้มีชื่อว่า Yama Jigoku (mountain hell) ไม่รวมอยู่แพคเกจ 7 บ่อ ด้านในมีสวนสัตว์เล็กๆ เช่นฮิปโป ม้า นก ให้ชม ค่าเข้าบ่อนี้ 400 เยน

ขากลับไปยังสถานี Beppu นั่งสาย 5 (ใช้ My Beppu Free Pass ได้) ที่ป้าย Kannawa ตามรูปบน

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 16 นาทีก็มาถึงสถานี Beppu ฝั่ง West เดินทะลุไปยังฝั่ง East เพื่อถ่ายรูปกับรูปปั้นคุณลุง Kumahachi Aburaya

นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว Beppu มักจะมาถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้ โดยจะทำท่าทางชูมือสองข้าง ยกขาลอยขึ้น 1 ข้าง เหมือนกับรูปปั้น

ที่รูปปั้นมีข้อความติดไว้ดังนี้

“The man called Shiny Uncle who loved the children” ผู้ชายคนนี้ถูกเรียกว่า ลุงสุกใส (หัวล้าน) เค้ารักเด็ก

“Don’t forget to show hospitality to stangers.” อย่าลืมที่จะแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับคนแปลกหน้า

ประวัติคุณลุง Kumahachi Aburaya

Kumahachi Aburaya เกิดที่เมือง Uwajima จังหวัด Ehime (ภูมิภาค Shikoku) ในปี ค.ศ. 1863 ประกอบอาชีพค้าขายข้าว เมื่อ Aburaya อายุได้ 46 ปี ได้ย้ายมาอยู่ที่ Beppu ทำธุรกิจโรงแรม เค้าได้พบว่า Beppu มีบ่อน้ำร้อนมากมาย จึงคิดที่จะทำการโปรโมทเมือง Beppu ให้เป็นที่รู้จัก และให้คนมาเที่ยวมากขึ้น

มีการโปรโมทด้วยคำพูดที่ว่า “The best of Japan: Mount Fuji, Seto Inland Sea, and Beppu Hot Springs” ที่สุดของญี่ปุ่น, ภูเขาไฟฟูจิ, ทะเลเซะโตะใน*, นำพุร้อนเบปปุ

นับว่า Aburaya เป็นคนที่โปรโมทบ่อนรกใน Beppu ให้เป็นที่รู้จัก และยังเป็นคนริเริ่มให้มีไกด์ผู้หญิงประจำรถบัส

หลังจาก Aburaya เสียชีวิตลงจึงได้มีการสร้างรูปปั้นไว้ที่หน้าสถานี Beppu เพื่อเป็นที่ระลึกถึง

ทะเลเซะโตะใน* เป็นทะเลที่ถูกล้อมด้วยเกาะฮอนชู, เกาะชิโกะกุ, และเกาะคิวชู สามเกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น มีทางออกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลญี่ปุ่น

ด้านข้างรูปปั้นมีบ่อน้ำร้อนเล็กๆ

13:38 น. เริ่มรู้สึกหิวข้าวกลางวัน เลยมองหาอาหารจานด่วนหน้าสถานีทานแก้ขัด เป็นร้านอาหารแบบซื้อกลับบ้าน เราหามุมนั่งทานใต้ต้นไม้ เอาสะดวกเข้าว่า เที่ยวเสร็จไวค่อยกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

โปรแกรมเที่ยวหลังจากนี้จะเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่ Takegawara และหอคอย Beppu Tower เราจะไปด้วยการเดิน ถือว่าเป็นการชมเมืองไปในตัว

จากสถานี Beppu ฝั่ง East เดินมาทางถนน Ekimae Dori เลี้ยวขวาฝั่งตรงข้ามห้าง TOKIWA ตรงไปอีก ประมาณ 250 เมตรก็จะถึง โรงอาบน้ำเก่าแก่ Takegawara ของเมือง Beppu

Takegawara

โรงอาบน้ำ Takegawara สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1879 เป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่ ที่ยังเปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน มีให้บริการอบทรายร้อน 1030 เยน และอาบน้ำ (ออนเซ็น) เพียง 100 เยนเท่านั้น

บรรยากาศรอบโรงอาบน้ำ ค่อนข้างเงียบ เป็นบ้านคน และตึก 2-3 ชั้น บางตึกก็มีรูปภาพผู้หญิงสวย เป็นที่รู้กันว่าบริเวณนี้เป็นย่านโคมแดงของเบปปุ

จากโรงอาบน้ำ Takegawara เดินไปทางทิศตะวันออกจะเจอถนน Kokura Highway จุดนี้มองเห็น Beppu Tower ได้อย่างชัดเจน

หอคอยเบปปุ (Beppu Tower : 別府タワー) 

เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูง 90 เมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1956 จุดประสงค์การสร้างเพื่อช่วยในการท่องเที่ยว ที่ระดับความสูง 55 เมตรเป็นจุดชมวิว (observation deck) มองเห็นวิวได้ 360 องศา และที่จุดสูงสุดเป็นเสาส่งสัญญาณโทรทัศน์

ด้านหลัง Beppu Tower จะเป็นทะเล ใครอยากชมทะเลญี่ปุ่น ให้เดินเลย Beppu Tower ไปประมาณ 100 เมตร จะมีทางลงไปทะเล

ถ่ายรูปกับ Beppu Tower เสร็จก็เดินกลับสถานี Beppu นั่งรถไฟกลับสถานี Oita

15:30 น. เราก็มาถึงสถานี Oita แวะเข้า Supermarket ในสถานี ซื้ออาหารเย็นกลับไปกินที่ห้อง ตอนเย็นขี้เกียจออกมาแล้ว

นั่งเล่นในโรงแรมก็เปิดดูข้อมูลโรงแรม โรงแรมนี้มีหนังพิเศษ ทั้งหนังธรรมดา คล้ายๆ กับช่อง HBO และหนัง AV สำหรับผู้ใหญ่ 18+ ถ้าต้องการดูจะต้องจ่ายๆ 1,000 เยน / วัน ซื้อการ์ดมา แล้วเอารหัส Key เข้าไปในทีวี

เข้าใจว่าเป็นหนัง Censor นะ ขอเบลอภาพหน่อยละกัน

เดินสำรวจในโรงแรมต่อ มีตู้ขายเครื่องดื่ม กาแฟ เบียร์ เครื่องทำน้ำแข็ง

เครื่องซักผ้า อบผ้า ก็มีด้วย มาเที่ยวเกิน 10 วัน ไม่จำเป็นต้องขนเสื้อผ้ามาเยอะ ใช้วิธีซักผ้าเอา

รีวิวเที่ยว Beppu ใน 1 วันก็ขอจบเพียงเท่านี้ ตอนต่อไปจะพาไปเที่ยวที่เมืองนางาซากิ เมืองที่เคยโดนระเบิดปรมาณู ถล่มพังไปทั้งเมือง และเป็นเมืองท่าเรือเก่าแก่ที่มีชาวยุโรปมาค้าขาย

อ่านตอนต่อไป –> เที่ยวนางาซากิ Nagasaki Peace Park – Glover Garden – สะพานแว่นตา

รีวิวทั้งหมด

Post Views 462

Universal AC Adapterเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *