รีวิวเที่ยวญี่ปุ่น 11 วัน บิน A380 การบินไทย นั่งรถไฟจากสนามบิน Narita เข้า Tokyo

ผมมีความคิดที่อยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้ติดเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวญี่ปุ่นค่อนข้างสูง บวกกับไม่สามารถลางานได้หลายวัน ก็เลยได้แต่เลื่อนมาเรื่อยๆ จนมาถึงปีนี้คิดว่าอะไรหลายๆ อย่างน่าจะลงตัวแล้ว เลยเริ่มวางแผนตั้งแต่ช่วงกลางปีว่าจะไปญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในปีนี้ให้ได้ หาข้อมูลทำ VISA และเริ่มเตรียมเอกสาร แต่สุดท้ายก็มีข่าวดีออกมาว่าญี่ปุ่นยกเว้น VISA ให้กับคนไทยแล้ว งานนี้เลยสบายเลยครับ ไม่ต้องเตรียมเอกสาร ไม่ต้องเสียค่าทำ VISA

รายละเอียดการยกเว้น VISA เข้าญี่ปุ่นให้กับคนไทย

1. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ.2556

2. สำหรับการอยู่ในญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน หากนานมากกว่านี้ต้องขอ VISA ตามปกติครับ

3. การเข้าประเทศได้ขึ้นกับการพิจารณาของ ตม.ญี่ปุ่น แต่ถ้าเรามีเจตนาไปเที่ยวจริง ไม่ได้หนีเข้าไปทำงานไม่ต้องกลัวครับ ผมยังไม่เคยเห็นนักท่องเที่ยวไทยถูกส่งกลับเลยแม้แต่คนเดียวตั้งแต่มีการยกเว้น VISA เข้าญี่ปุ่นให้กับคนไทย

4. มีข่าวลือว่าปีหน้า (2557) จะมีการยกเลิกการยกเว้น VISA ข่าวลือนี้ไม่เป็นความจริงครับ ทางสถานทูตญี่ปุ่นชี้แจงมาเองเลย ตามรายละเอียดใน link นี้ครับ www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visaindex.htm

เที่ยวญี่ปุ่นไปเองหรือไปกับทัวร์ดี

คำถามนี้เป็นคำถามโลกแตก ไม่มีคำตอบไหนถูกที่สุด ควรดูความเหมาะสมของตัวเราเองดีกว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เที่ยวง่ายรถไฟครอบคลุมทั้งประเทศ การคมนาคมดีมาก ผู้คนนิสัยดีมีน้ำใจ สิ่งที่ยากในการไปเที่ยวญี่ปุ่นคือป้ายบอกทางในญี่ปุ่นบางที่ไม่มีภาษาอังกฤษ เส้นทางรถไฟที่ซับซ้อน แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วยการทำการบ้าน หาข้อมูลเยอะๆ ก่อนเดินทาง หลักที่ควรพิจารณาว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองหรือไปกับทัวร์มีดังนี้ครับ

1. ถ้าชอบวางแผน วางโปรแกรมเที่ยวเอง = ควรไปเอง

2. ถ้างบประมาณมีจำกัด แต่อยากไปเที่ยวหลายที่ = ควรไปเอง

3. ถ้าชอบเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ไม่ชอบชะโงกทัวร์ = ควรไปเอง

4. ต้องการไปเที่ยวแบบยืดหยุ่น ปรับแผนการเดินทางได้ตลอด = ควรไปเอง (เช่นแผนตอนแรกว่าจะไปดูภูเขาไฟฟูจิพรุ่งนี้ ตื่นเช้ามาดูพยากรณ์อากาศบอกที่โน่นฝนตก ก็สลับโปรแกรมเป็นชอปปิ้งในโตเกียวแทนได้)

5. ถ้ามีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ที่ไม่ค่อยสะดวกเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ = ควรไปกับทัวร์

6. ถ้าไม่มีเวลาวางแผนเลย แต่อยากจะไปหลายที่ = ควรไปกับทัวร์

วางแผนเที่ยว

โดยปกติแล้วการไปเที่ยวญี่ปุ่นควรมีเวลาอย่างน้อย 5 วัน เพื่อที่จะได้คุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน, เวลาเดินทาง และญี่ปุ่นก็มีที่เที่ยวมากมาย ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม วัด ศาลเจ้า ชอปปิ้ง ภูมิภาคที่คนนิยมไปเที่ยวนั้นก็มีอยู่ 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่

1. ฮอกไกโด อยู่ตอนเหนือของญี่ปุ่น มีเมืองซัปโปโรเป็นเมืองหลวง คนนิยมไปเล่นหิมะ ดูทุ่งดอกไม้ ดอกลาเวนเดอร์ บ้านเรือนในเขตนี้มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปผสมอยู่

2. คันโต อยู่ตอนกลางของประเทศ เมืองหลักของย่านนี้คือโตเกียว ถ้าเป็นช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน คนจะนิยมมาดูซากุระกันที่นี่

3. คันไซ อยู่ด้านใต้ของญี่ปุ่น เมืองที่อยู่ในภูมิภาคนี้ก็มีโอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ โซนนี้เด่นเรื่องวัดเก่าแก่ ศาลเจ้า และใบไม้เปลี่ยนสี ภูมิภาคนี้ค่าครองชีพไม่แพงเมื่อเทียบกับฮอกไกโดและคันโต

โดยปกติแล้ว 1 ภูมิภาคควรมีเวลาเที่ยวอย่างน้อย 4 วัน ถ้ามีเวลาน้อยกว่านี้ผมมองว่าไม่คุ้มที่จะข้ามภูมิภาคเที่ยว เพราะเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาก

เนื่องจากว่าทริปนี้เป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกของผม เลยอยากไปให้เต็มอิ่มเลยจัดไปถึง 11 วันครับ โดยไปเที่ยว 2 ภูมิภาค คันโต และ คันไซ โดยปกติแล้วถ้าไปเที่ยว 2 ภูมิภาคนี้คนจะนิยมบินมาลงที่โตเกียว (Narita airport) และกลับทางโอซาก้า (Kansai Airport) หรือ บินลงโอซาก้า แล้วกลับไทยทางโตเกียว เพราะจะได้ไม่ต้องกลับไปกลับมา แต่ผมลองเช็คราคาตั๋วเครื่องบินดูแล้วถ้าบิน Bangkok <–> Narita (Tokyo) จะราคาถูกกว่า Bangkok –> Narita (Tokyo), Osaka –>Bangkok ก็เลยยอมเอา Bangkok <–> Narita ก็ได้ ซึ่งมันก็มีข้อดีอีกอย่างคือเมื่อผมถึงโตเกียวแล้วผมเอากระเป๋าเดินทางฝากไว้ที่โตเกียวเลย แล้วเอาเสื้อผ้าที่ต้องใช้แพคใส่เป้าไปโอซาก้า มันสะดวกตรงที่ไม่ต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่ไปมา

แผนการเดินทางทั้ง 11 วันของผมเป็นดังนี้ครับ

วันที่ 1 : เดินทางกรุงเทพฯ – โตเกียว นอนโตเกียว Candeo Hotel

วันที่ 2 : ฝากสัมภาระไว้ที่โรงแรมในคืนที่ 1 แล้วนั่ง Shinkansen ไปโอซาก้า เที่ยวโอซาก้า นอนโอซาก้า Hotel Consort

วันที่ 3 : เที่ยวนารา นอนโอซาก้า Hotel Consort

วันที่ 4 : เที่ยวเกียวโต นอนโอซาก้า Hotel Consort

วันที่ 5 : เที่ยวเกียวโต นอนโอซาก้า Hotel Consort

วันที่ 6 : นั่ง Shinkansen กลับโตเกียว เที่ยวโอไดบะ โตเกียว นอนโตเกียว Candeo Hotel นอนโรงแรมเดียวกันคืนที่ 1 เพราะฝากสัมภาระกับเค้าไว้

วันที่ 7 : เที่ยว Kawaguchiko ดูภูเขาไฟฟูจิ นอนโตเกียว Candeo Hotel

วันที่ 8 : เที่ยว Nikko นอนโตเกียว Hotel Empire In Shinjuku

วันที่ 9 : เที่ยว Mitake นอนโตเกียว Hotel Empire In Shinjuku

วันที่ 10 : เที่ยวโตเกียว ฮาราจูกุ ศาลเจ้าเมจิ , ดูใบแปะก๊วยสีเหลือง Tokyo University (Todai) , วัดเซ็นโซจิ Asakusa นอนโตเกียว Hotel Empire In Shinjuku

วันที่ 11 : เที่ยวโตเกียว ชิบูย่า บินกลับไทย

สำหรับค่าใช้จ่ายของทริปนี้ ไม่แพงอย่างที่คิด ตกคนละประมาณ 52,000 บาทเท่านั้น ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายได้ในหน้านี้ครับ –> สรุปค่าใช้จ่าย เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 11 วัน ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

เลือกสายการบิน

หลังจากที่วางแผนเที่ยวแล้ว ขั้นต่อไปคือการจองตั๋วเครื่องบิน ขั้นตอนนี้ผมตัดสินใจอยู่หลายวันเหมือนกันว่าจะบินตรง หรือต่อเครื่องดี ถ้าเอาบินตรง Bangkok – Narita (Tokyo) ก็มี 3 สายการบินที่คนนิยมดังนี้ครับ ราคาด้านล่างเป็นราคาช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อน – หน้าฝนก็จะราคาถูกกว่านี้ แต่ช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงที่ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นแพงที่สุดเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวของคนไทยและเป็นช่วงซากุระบาน

– Delta Airlines เป็นสายการบินของอเมริกา ราคาประมาณ 18,000-19,000 บาท

– United Airlines เป็นสายการบินของอเมริกา ราคาประมาณ 18,000-19,000 บาท

– การบินไทย ราคาประมาณ 19,500-21,000 บาท ให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหม่เกือบทั้งหมด ที่น่าสนใจก็ A380 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำใหม่ที่การบินไทยเพิ่งจะได้มาไม่นาน และเครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องบินพานิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยครับ รูทไปญี่ปุ่นนั้นเป็นหัวใจหลักของการบินไทยเลยก็ว่าได้ ความสะดวกสบายและการบริการก็ไม่น้อยหน้าสายการบินไหน และที่สำคัญให้บริการด้วยลูกเรือคนไทยมันอุ่นใจตรงนี้ครับ

ส่วนสายการบินที่ต้องต่อเครื่องที่คนนิยมมีดังนี้

– Cathay Pacific เป็นสายการบินฮ่องกง ต้องต่อเครื่องที่ฮ่องกง สายการบินนี้เป็นสายการบินที่เป็นสายการบินที่ดีติดอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพและการบริการ ข้อดีของการไปต่อเครื่องฮ่องกงคือสามารถออกไปชอปปิ้งที่ Citygate outlets หรือจิมซาจุ่ยได้ ถ้ามีเวลาต่อเครื่องมากกว่า 4 ชั่วโมง ส่วนข้อเสียของสายการบินนี้ ตั๋ว class ราคาถูกไม่สามารถระบุที่นั่งได้เลย ต้องทำ web check-in ภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเดินทาง หรือไปเลือกที่นั่งตอนเช็คอินที่สนามบิน ซึ่งโอกาสจะได้นั่งติดกันก็มีน้อย ราคาประมาณ 16,000-17,000 บาท

– China Eastern สายการบินจีน ต่อเครื่องที่เซี่ยงไห้ จีน ราคาประมาณ 16,000-17,000 บาท

– Air Macau สายการบินมาเก๊า ต่อเครื่องที่มาเก๊า สามารออกไปเดินเล่นในมาเก๊าได้ถ้ามีเวลามากพอ ราคาประมาณ 15,000-16,000 บาท

จากข้อมูลด้านบนจะเห็นว่าถ้าต่อเครื่องจะประหยัดได้ 3,000-5,000 บาท / คนเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับการเสียเวลาและเหนื่อยมากกว่าบินการตรง เส้นทาง Bangkok – Narita (Tokyo) ถ้าบินตรงใช้เวลาบิน 6-7 ชั่วโมง ถ้าต่อเครื่องก็ใช้เวลาอย่างน้อย 9 ชั่วโมง

สรุปว่าเราตัดสินใจที่จะบินตรงครับ เลือกใช้บริการการบินไทย บินกับการบินไทยก็อุ่นใจกว่า อยากนั่งเครื่องใหม่ A380 ด้วย

จองตั๋วเครื่องบิน

การจองตั๋วเครื่องบิน โดยทั่วไปจะจองตรงกับทางสายการบิน กับจองผ่าน Agency แล้วจะเลือกจองกับใครดี? ถ้าราคาเท่ากันหรือไม่ต่างกันมาก จองตรงกับสายการบินเลยจะมั่นใจได้มากกว่า แต่ถ้าราคาของ Agency ถูกกว่า 2,000 บาทขึ้นไป/คน ก็จองกับ Agency จะประหยัดกว่า

การจองกับ Agency นั้นขอให้จองกับเจ้าใหญ่ ที่มีชื่อ ทำมานานแล้วอย่างเช่น kmt.co.th, cheaptickets.co.th, his-bkk.com ที่แนะนำมานี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียนะครับ ทริปนี้ออกเงินตัวเองทั้งหมด ผมเลือกจองกับ kmt.co.th คลิกดูราคาแล้วจองผ่านทางหน้าเวบ จากนั้นระบบจะส่งรายละเอียดการเดินทางและจำนวนยอดที่ต้องชำระมาให้เรา เราก็โอนเงินเข้าบัญชีบริษัท แล้วทางบริษัทก็จะส่ง E-Ticket หน้าตาดังรูปมาให้เราครับ ซึ่ง E-Ticket เราสามารถ print เป็นกระดาษ A4 ยื่นให้กับพนักงานที่ Counter check in ที่สนามบินได้เลย

จองที่พัก

ทริปนี้จองที่พักล่วงหน้า 4 เดือนทำให้มีโรงแรมราคาดีๆ หลายโรงแรมให้เลือก เราพักทั้งหมด 3 โรงแรม ในโอซาก้า 1 โรงแรม ส่วนที่โตเกียวนอนย่านอุเอะโนะ (Ueno) และ ชินจุกุ (Shinjuku) หลายคนอาจจะคิดว่าโตเกียวเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงอันดับต้นๆ ของโลก ที่พักคงจะมีราคาแพงมาก แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่พักในโตเกียวระดับโรงแรม 3 ดาว ราคาเริ่มต้นที่ 2 พันกว่าบาท / คืน เท่านั้น

เที่ยวโตเกียวพักที่ไหนดี ?

สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นแนะนำให้พักใกล้กับสถานีรถไฟใหญ่ เช่น Ueno, Shinjuku ส่วนที่พักราคาประหยัดประเภทโฮสเทลจะอยู่ย่าน Asakasa สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกที่พักควรดูด้วยว่าเราเดินทางด้วยรถไฟ JR หรือ Subway เช่นถ้ามี JR Pass อยู่แล้วก็ควรที่จะพักในย่าน JR Yamanote line จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถไฟ Subway เพิ่ม

เที่ยวโอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ พักที่ไหนดี ?

การย้ายโรงแรมไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องสนุก ถ้าเที่ยวในย่านนี้แนะนำให้พักย่าน JR Shin-Osaka เพราะเป็นจุดศูนย์กลางของการท่องเที่ยวภูมิภาคนี้ สามารถนั่งรถไฟไปเกียวโต นารา โกเบ แบบเช้าไปเย็นกลับได้สบาย

Japan Rail Pass (JR Pass)

จากแผนการเที่ยวของผมถึง 11 วัน ข้ามภูมิภาคไปมาระหว่าง โตเกียว – โอซาก้า เฉพาะค่ารถไฟ Shinkansen ก็ขาละ 13,750 เยนแล้ว ไปกลับก็ 27,500 เยน งานนี้ซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ แพงแน่นอน ตัวช่วยของผมคือ JR Pass แบบ 7 วัน ราคา 28,300 เยน หรือประมาณ 9,100 บาท ซึ่ง JR Pass ผมสามารถนั่งรถไฟของ JR ไปไหนก็ได้ใน 7 วัน ครอบคลุมทั้งรถไฟ JR ท้องถิ่นใน โตเกียว เกียวโต โอซาก้า นารา, เมืองต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น และยังสามารถนั่ง Shinkansen ได้อีกด้วย แต่มีข้อยกเว้นคือขบวน Nozomi, Mizuho ไม่สามารถนั่งได้เลย ถ้าจะนั่งต้องเสียค่าตั๋วเต็มๆ ไม่มีส่วนลดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราก็สามารถนั่ง Shinkansen ขบวนอื่นแทน 2 ขบวนต้องห้ามได้เช่น Hikari, Sakura, Kodama

ใครที่ลังเลว่าจะซื้อ JR Pass ดีหรือไม่ ให้ลองคำนวนค่ารถไฟดูครับ ถ้าจ่ายมากกว่า JR Pass ก็ซื้อ JR Pass ไปเลย ค่ารถไฟสามารถคำนวนได้โดยการใส่สถานีต้นทาง และปลายทางลงไปในเวบนี้ครับ www.hyperdia.com สำหรับผมแล้วแค่ไปกลับ โตเกียว <–> โอซาก้า ก็จะเท่าราคา JR Pass แล้วครับ ที่เหลือก็เป็นกำไรไป

JR Pass เป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น คนญี่ปุ่นก็ไม่สามารถซื้อได้ และต้องซื้อจากไทยไปเท่านั้น ไปซื้อที่ญี่ปุ่นไม่ได้ครับ ผมแนะนำให้ซื้อจากตัวแทนที่ได้รับสิทธิในการขาย JR Pass อย่างถูกต้องเท่านั้น ค่าตั๋ว JR Pass ก็ไม่ใช่ถูกๆ เน้นชัวร์ดีกว่า ของผมไปซื้อที่ บ. H.I.S ซึ่งเป็น บ. ญี่ปุ่น มีชื่อเสียงเรื่องทัวร์ญี่ปุ่น ราคา JR Pass 7 วันอยู่ที่ 9,100 บาท (ราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเรทค่าเงินเยน)

เราสามารถซื้อ JR Pass ล่วงหน้าได้ 90 วัน ขั้นตอนการซื้อก็แจ้งชื่อ – นามสกุล หมายเลข Passport ทุกอย่างต้องตรงกันเป๊ะเท่านั้นครับ ผมแนะนำให้นำสำเนาหรือถ่ายรูปหน้า Passport ให้พนักงานขาย JR เลย จะได้หมดปัญหาเรื่องการสะกดผิด

JR Pass ที่เราซื้อมาจะเป็น Exchange Order เราต้องเอาไปเปลี่ยนเป็น JR Pass ตัวจริงที่ญี่ปุ่นอีกรอบครับ

สภาพอากาศ อุณหภูมิช่วงใบไม้เปลี่ยนสี กลางเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม และ การแต่งตัว

อากาศในช่วงนี้ถือเป็นหน้าหนาวของประเทศญี่ปุ่นแล้ว ในภูมิภาคคันโต (โตเกียวและเมืองรอบๆ) และ คันไซ (โอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ) อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 8-12 องศา การแต่งตัวใส่เสื้อยืด 1 ตัว ทับด้วยเสื้อยืดแขนยาวอีก 1 ตัว แล้วปิดท้ายด้วยเสื้อกันหนาวแบบบั้งอีก 1 ตัว ท่อนล่างก็กางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ก็อุ่นสบายๆ แล้ว อุณหภูมิเท่านี้ลองจอนไม่จำเป็นนะครับ ใส่แล้วจะรำคาญเปล่าๆ สำหรับผู้หญิงญี่ปุ่นนิยมใส่รองเท้าบูท ถุงน่องสีดำ คู่กับกางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้น

ระบบไฟฟ้า

ญี่ปุ่นใช้ไฟ 100 VAC 50-60 Hz ถึงแม้ไฟจะน้อยกว่าบ้านเรา แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าเกือบทุกชนิดทำมารองรับไฟตั้งแต่ 100-240 VAC อยู่แล้ว จึงใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา รูปลั๊กไฟมาตราฐานญี่ปุ่นเป็นแบบ 2 ขาแบบ ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พกพาไปด้วยเป็นแบบขาแบนก็สามารถเสียบได้เลย เช่นสายชาร์จ Iphone แต่ถ้าเป็นแบบขากลมจำเป็นต้องมีตัวแปลง (Adaptor) จากขากลมให้เป็นขาแบนเสียก่อน Adaptor ควรหาซื้อจากไทยไปเลย เพราะที่ญี่ปุ่นหาซื้อยากมาก แม้แต่ห้างใหญ่ๆ ก็ไม่มีขาย หรืออาจจะใช้วิธีขอยืมโรงแรมเอาก็ได้

ใช้ Internet ที่ญี่ปุ่น

ใน ประเทศญี่ปุ่นมีฟรี wifi อยู่หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นสนามบินนาริตะ, สนามบินคันไซ, และตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ เช่น JR Tokyo, JR Akihabara, JR Ueno, JR Ikebukuro, JR Shinjuku, JR Harajuku, JR Shibuya, JR Shin-Osaka, JR Kyoto และสถานีอื่นๆ อีกมากมาก

แต่ถ้าต้องการใช้ Internet ตลอดการเดินทาง สามารถซื้อ Internet Sim หรือ เช่า Pocket wifi เอาก็ได้ โดยจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

1. Internet Sim เจ้าที่นิยมสุดจะเป็น B-mobile มีให้เลือกแบบ 1GB Prepaid และ 14 days Prepaid ราคา 3,980 เยน ถ้ารับซิมที่สนามบินบวกเพิ่ม 210 เยน ซิมเจ้านี้รองรับ smart phone ได้หลายรุ่น เพื่อความชัวร์ลองตรวจสอบรุ่นก่อนสั่งซื้อ www.bmobile.ne.jp/english

2. Pocket wifi เป็นกล่องกระจายสัญญาณ wifi ขนาดพอๆ กับฝ่ามือ หรือเล็กกว่า สามารถปล่อยใช้งานได้สูงสุด 10 เครื่อง เหมาะสำหรับการเดินทางหลายคน แชร์กันใช้งาน ค่าเช่าใช้งานประมาณวันละ 150-270 บาท ปัจจุบันมีผู้ให้บริการรับและคืนเครื่องในไทยแล้ว

แลกเงินเยน JPY

ญี่ปุ่นจะใช้เงินสกุล JPY (Japanese yen) หรือที่เราเรียกกันว่าเงินเยน คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้โชคดีมากครับเรทเงินเยนตกลงมาจาก 1 เยน : 0.4x บาท เหลือ 1 เยน : 0.31 – 0.32 บาท สำหรับสถานที่แลกเงินผมแนะนำที่ร้าน superich จะเขียวหรือส้มก็แล้วแต่เรทว่าอันไหนดีกว่า โดยปกติจะแทบไม่ต่างกัน และอีกที่คือ ธ.กสิกรไทย เรทค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ

ผมไปแลกที่ ธ.กสิกรไทย ทยอยแลก 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 195,000 เยน ใช้เงิน 63,247 บาท เรทอยู่ที่ 1 เยน : 0.3243 บาท ถ้าไปแลกที่ superich จะได้เรทดีกว่านี้นิดนึงครับ

หลังจากขั้นตอนทั้งหมดเสร็จสิ้น คราวนี้ก็รอเวลาไปเที่ยวแล้ว ระหว่างรอวันเดินทางก็อ่านรีวิวใน pantip มาหลายรีวิวมาก เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ

ตัดมาที่วันเดินทางเลย ขาไปเป็นเที่ยวบิน TG676 เครื่องออกเวลา 8.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ Air Asia ย้ายมาอยู่ที่ดอนเมืองผมเพิ่งจะมาสุวรรณภูมิก็ครั้งนี้แหล่ะครับ รู้สึกว่าสนามบินสุวรรณภูมิคนโล่งกว่าเดิมเยอะเลย

ผมมาถึงสนามบินประมาณตี 5 ทริปนี้ไปกัน 2 คน 11 วัน ใช้กระเป๋าเดินทาง ขนาด 24 นิ้ว 2 ใบ และใส่กระเป๋าเป้ และถุงผ้าไปในกระเป๋าเดินทางด้วย เอาไว้แยกส่วนไปโอซาก้า และเผื่อซื้อของฝากมาเยอะจะได้ถือขึ้นเครื่องได้

สำหรับน้ำหนักสัมภาระของ economy การบินไทยให้โควต้า 20 กิโลกรัม / คนสามารถรวมน้ำหนักกันได้ เช่นคนนึง 25 กิโลกรัม อีกคน 15 กิโลกรัม (ข้อมูลอัพเดท 2559 การบินไทยชั้น economy ให้โควต้าน้ำหนัก 30 กิโลกรัม)

น้ำหนักที่ได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการเดินทางหลายวัน และยังมีของฝาก ของช๊อปปิ้งที่ต้องซื้อกลับมาด้วย วิธีการแก้ปัญหาให้หาซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋าเดินทาง ติดไปด้วย จัดกระเป๋าเดินทางให้เต็ม 20 กรัม และส่วนที่เหลือก็แบ่งเป็นสัมภาระถือขึ้นเครื่อง

Counter check in ของการบินไทยจะอยู่ที่แถว J ซึ่งจะแบ่งเป็นในประเทศ (Domestic) และระหว่างประเทศ (International) มี counter ปกติ และ counter สำหรับผู้โดยสารที่ทำ i check in มาแล้ว เดี๋ยวนี้แทบจะทุกสายการบินจะมีให้ทำ check in ทางเวบ 24 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ซึ่งตรงนี้มีประโยชน์มากๆ ครับ เพราะเค้าจะมีแถวสำหรับคนทำ check in ทางเวบมาแล้ว ซึ่งแถวจะสั้น ไม่มีคิวเลย ไม่ว่าจะบินกับสายการบินไหน ผมแนะนำให้ทำ internet check in มาก่อนเลยครับ

อย่างของการบินไทย ก็เข้าไปที่เวบการบินไทย กดตรง icheck in กรอก Booking Reference แล้วติ๊กชื่อผู้โดยสาร กดตกลงเท่านี้ก็เสร็จแล้วครับ ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีด้วยซ้ำ

ผมใช้เวลาที่ counter check in ไม่นาน กระเป๋าโหลดไปแล้วก็ไปหาข้าวเช้าทานก่อนขึ้นเครื่อง ทานที่ Magic Foodpoint ศูนย์อาหารราคาประหยัดของสนามบินสุวรรณภูมิ

เช็คดูซักหน่อยเครื่องบินตามเวลาปกติ ไม่ delay ใช่ไหม

หลังจากนั้นก็ผ่าน ตม. ไทย เดี๋ยวนี้ช่องคนไทยใช้ Auto gate หมดแล้วครับ สะดวก และรวดเร็ว แต่จะไม่มีตราประทับลง Passport

TG676 Gate ขึ้นเครื่องอยู่ที่ C3 สงสัยจะไปถึงเร็วไปหน่อย Gate ยังไม่เปิดเลย

Airbus A380 จอดรอเทียบงวงแล้วครับ ลำใหญ่มาก กำลังทยอดโหลดสัมภาระขึ้นเครื่อง

พอใกล้เวลา Boarding Time คนเยอะมากครับ ก็จะไม่เยอะได้ยังไง ในเมื่อ A380 จุผู้โดยสารได้ถึง 508 ที่นั่ง ตอนแรกผมคิดว่าการบอร์ดผู้โดยสารขึ้นเครื่องจะวุ่นวาย เพราะคนเยอะมาก แต่พอถึงเวลาขึ้นเครื่องเค้าจะเรียกผู้โดยสารขึ้นเป็นชุดๆ ครับ โดยเริ่มจาก Royal first class ก่อน ตามด้วย Royal silk สำหรับผู้โดยสาร economy ก็จะเรียกตามลำดับแถว ก็ใช้เวลาไม่นานและไม่วุ่นวายอย่างที่คิด

A380 จะมีที่นั่งอยู่ด้วยกัน 2 ชั้นครับ ชั้นบน (Upper Deck) สำหรับ Royal first, Royal silk และ economy ไม่กี่ที่นั่ง ส่วนชั้นล่าง (Lowwer Deck) จะเป็นของ economy ทั้งหมด การจัดวางที่นั่งจะเป็นแบบ 3-4-3 ABC-DEFG-HJK ส่วน I หายไปไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน

Seat pitch ของ economy จะมีระยะห่างที่ 31-32 นิ้ว ซึ่งก็ถือว่ากว้าง นั่งสบาย ใครที่อยากรู้ว่ารูปแบบที่นั่งว่าจัดวางในรูปแบบไหนแนะนำให้ไปดูที่เวบนี้เลยครับ www.seatguru.com ใส่สายการบิน เที่ยวบิน ก็จะมี Layout ให้เห็นทุกที่นั่งเลย ใครไม่อยากนั่งติดปีก ไม่อยากนั่งใกล้ห้องน้ำเลือกดูเอาได้เลยครับ

เที่ยวบิน TG676 เครื่องออกเวลา 8.00 น. ถึงสนามบินนาริตะ โตเกียว เวลา 15.30 น (เวลาท้องถิ่นญี่ปุ่น เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) ใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมง 50 นาที ถ้าอยากเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิจากบนเครื่องบินให้นั่งฝั่งซ้าย กัปตันจะประกาศบอกตอนผ่านภูเขาไฟฟูจิ แต่สำหรับผมแล้วบินนานขนาดนี้ขอที่นั่งติดทางเดินดีกว่า เวลาเมื่อยยังพอลุกไปเข้าห้องน้ำได้สะดวก

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นั่ง A380 เครื่องใหม่ พร้อม PTV ทุกที่นั่ง บินนิ่มมากครับ Take off ยังไม่รู้สึกเลย ไม่สั่น หูก็ไม่ค่อยอื้อ ไม่มีอาการเวียนหัวเลยแม้แต่นิดครับ เสียงเครื่องยนต์ก็เงียบ ไม่ได้ยินเสียงเลย

พอเครื่องบินได้ระดับก็เริ่มสำรวจที่นั่ง อุปกรณ์ต่างๆ

ของที่การบินไทยมีให้ก็จะมีหูฟัง อันนี้ห้ามเอากลับนะครับ ผมเคยนั่ง Swiss Air สายการบินนี้ให้เอากลับได้ด้วย แต่ผมว่ามันก็ไม่น่าเอากลับไปหรอก หูฟังเป็นแบบ 2 รู จะไปเสียบกับอะไรได้ แถมเสียงก็ไม่ได้ดีอะไร นอกจากนั้นก็มีหมอนกับผ้าห่ม

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในเที่ยวบินนี้ก็เจ้านี่ครับ PTV พร้อมสิ่งบันเทิงในนี้มากมาย

หน้าจอเป็นแบบ Touch screen ขนาดจอ 10.6 นิ้ว สามารถใช้งานได้ทั้ง Touch screen และ Joy stick ด้านล่างขวาของจอเป็นช่องเสียบชาร์ตแบบ USB เราสามารถเสียบชาร์ต Ipad, Iphone โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ได้

เมนูหลักก็จะมีบันเทิง, ข้อมูล, รายการเด็ก, การบริการบนเครื่อง, ประตูสู่เมืองไทย

ภาพยนต์

รายการเพลง

แผนที่การบิน

ที่เมนูบันเทิงก็มีหนังอยู่หลายเรื่องทั้งหนังไทย หนังฝรั่ง ที่สำคัญพากย์ไทยด้วยครับ หนังมีทั้งหมด 9 หน้า หน้าละ 16 เรื่อง ก็ทั้งหมด 144 เรื่อง หนังใหม่ๆ ก็มีหลายเรื่องนะครับ แบบเพิ่งออกจากโรงไม่เกิน 6 เดือน Fast & Furious 6, Now you see me ก็มี หนังไทยก็มีองค์บาก 3, ATM เออรัก เออเร่อ, หนีตามกาลิเลโอ ฯลฯ เยอะมากดูกันไม่หมด

นอกจากนั้นก็มีเพลงไทย เพลงสากล เกม ข้อมูลการบินว่าเราอยู่ตรงไหนแล้ว ความเร็วเท่าไหร่ มีโปรแกรมแชทกับที่นั่งอื่นๆ บนเครื่องได้ด้วย เยี่ยมมากๆ ครับ In-flight entertainment A380 ของการบินไทย ทำให้เวลา 5 ชั่วโมง 50 นาที เป็นอะไรที่ไม่น่าเบื่อเลย ส่วน wifi บนเครื่องตอนนี้ยังไม่สามารถใช้ได้นะครับ แต่ก็มีข่าวว่าจะใช้งานได้ในช่วงเดือนกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ค่าใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 3 MB 4.50 $ และ 10 MB 14 $ จากราคานี้น่าจะเหมาะกับนักธุรกิจที่ต้องการเช็คเมล ติดต่องานเร่งด่วน

ประมาณ 9 โมง ลูกเรือก็เริ่มแจกอาหาร ลูกเรือของการบินไทยนี่อายุดูจะเยอะกว่าสายการบินอื่น ลูกเรือผู้ชายจะดูหน้าตาออกใจดี ใจเย็น บริการดีครับ อาหารมื้อเช้าจะเป็นออมเล็ตกับไส้กรอก มัน ครัวซอง โยเกิร์ต ส่วนอีกชุดนึงจะเป็นข้าวต้มกุ้ง รสชาติอาหารก็ใช้ได้นะครับ

เครื่องดื่มก็จะมีชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ในช่วงเช้าจะไม่เสริฟแอลกอฮอลนะครับ แต่จะเสริฟ flight เย็น

ทานข้าวเสร็จลูกเรือก็มาเดินแจกใบ ตม. ญี่ปุ่น แบ่งเป็น 2 ส่วนคือขาเข้า และ ขาออก เหมือนประเทศอื่นๆ การกรอกใบ ตม. ก็จะเหมือนๆ กันเกือบทุกประเทศครับ เช่นชื่อ นามสกุล สัญชาติ เพศ อายุ อาชีพ ที่อยู่ในญี่ปุ่น อยู่นานกี่วัน

นอกจากใบ ตม แล้วก็มีใบศุลกากร ก็จะถามว่าเรามีของต้องห้ามเข้ามาไหม เช่นเหล้า บุหรี่ เอามาเกินโควต้าไหม พกพกเงินเข้าเกิน 1,000,000 เยนไหม ใบศุลกากรจะให้กรอกครอบครัวละใบนะครับเช่น มา 2 คนกับแฟนก็กรอกใบเดียวพอ หรือมา 4 คนพ่อ แม่ ลูก ก็กรอกแค่ 1 ใบเหมือนกัน

สำหรับคนที่กังวลว่าจะกรอกใบ ตม. ญี่ปุ่น ใบศุลกากร ไม่ถูก ให้เปิดดูคำแปล การกรอกข้อมูลได้ในหน้านี้ครับ –> รายละเอียดการกรอกใบ ตม. ใบศุลกากร ประเทศญี่ปุ่น

หลังจากกรอกเอกสารเสร็จก็ดูหนังยาวๆ กันไป หรือจะนอนไปเลยก็ได้

14.30 น. ก่อนเครื่องลงจอด ลูกเรือแจกของว่างเป็นแซนวิช ก่อนลงจากเครื่องอย่าลืมปรับเวลาให้เป็นเวลาของประเทศญี่ปุ่นด้วยนะครับ ซึ่งจะเร็วกว่าเวลาบ้านเรา 2 ชั่วโมง เช่นถ้าเวลาบ้านเราเที่ยง ญี่ปุ่นจะเป็นบ่าย 2

15.30 น. เครื่องลงจอดที่สนามบินนาริตะ โตเกียว Terminal 1 เครื่อง Landing ได้นิ่มนวลไม่แพ้ Take off เลยครับ เครื่องนิ่ม กัปตันเก่ง

ลงจากเครื่องมาแล้วก็เดินตามป้าย Arrivals มาเลย ไกลเหมือนกันครับ

ตม. ญี่ปุ่น

และแล้วก็ถึงขั้นตอนที่บีบหัวใจใครหลายๆ คน ก็คือ ตม. ที่นี่จะมีแถวสำหรับนักท่องเที่ยวและแถวสำหรับชาวญี่ปุ่น มีเจ้าหน้าที่มาอำนวยความสะดวกให้ว่าให้ไปต่อแถวไหน ช่วยตรวจเอกสารให้ว่ากรอกครบไหม การจัดการดีมากๆ ครับ ตม. ญี่ปุ่น จะแต่งตัวเหมือนพนักงานบริษัทคือใส่เสื้อเชิ้ต ผูกไทต์ ดูไม่น่ากลัวเลยซักคนครับ ผมยืนดูอยู่หลายคนที่เข้าไปก็ไม่มีใครโดนถามแบบน่ากลัว ไม่มีใครถูกเชิญเข้าห้องเย็น ใครที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแบบไม่ต้องใช้ VISA ไม่ต้องกังวลนะครับ พยายามแต่งตัวให้ดูดีแบบนักท่องเที่ยว พกแผนการเดินทาง ใบจองโรงแรม ตั๋วขากลับ เงินก็เอาไปตามสมควร เท่านี้ก็พอแล้วครับ

พอถึงคิวผมก็ยื่น passport ให้ เจ้าหน้าที่ก็เปิดดู แล้วให้มองกล้อง จากนั้นก็ให้เอานิ้วชี้ 2 ข้างวางทาบเครื่องเพื่อสแกนลายนิ้วมือ ทุกขั้นตอนมีภาษาไทยบอกด้วย จากนั้นจากหน้าที่ก็คืน passport พร้อมขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย ไม่ได้ถามอะไรซักคำครับ ง่ายและรวดเร็วมาก

ขั้นตอนนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปมานะครับ ตามหลักสากลแล้วบริเวณนี้ห้ามถ่ายรูป

หลังจากรับกระเป๋าเสร็จ ก็รีบหาทางขึ้นรถไฟเข้าเมืองเลย ทางไปสถานีรถไฟในสนามบินให้ลงบันไดเลื่อนตามป้าย Railways เลยครับ ทั้งรถไฟของ JR และ Keisei

เมื่อลงมาด้านล่างก็จะเจอกับ JR EAST Travel Service Center ใครที่ซื้อ JR Pass (Exchange Order) มาจากไทย สามารถไปแลกเป็น JR Pass ตัวจริงได้ที่นี่เลยครับ

ขั้นตอนมีดังนี้

1. ยื่น Exchange Order ให้เจ้าหน้าที่พร้อม Passport

2. กรอกแบบฟอร์มการใช้งาน พร้อมระบุวันที่จะใช้งานวันแรก

3. หลังจากนั้นจะได้ JR Pass ตัวจริงมา ขนาดประมาณ Passport

JR Pass ตัวจริงจะมีระบุวันที่ใช้งาน ต้องเก็บไว้ดีๆ นะครับ ถ้าหายไม่สามารถทำใหม่ได้

จากนั้นเราก็เข้าโตเกียวกันครับ

จากสนามบินนาริตะ เราสามารถเข้าโตเกียวได้ 3 วิธี

1. รถไฟ ค่อนข้างสะดวก มีตั้งแต่ราคาถูกจนราคาแพง หรูหราจนถึงธรรมดา เอาเฉพาะขบวนยอดนิยมละกัน ขบวน Local ไม่เอามาพูดถึงเพราะวิ่งช้า ไม่ควรนั่งครับ

– 1.1 JR Narita Express (NEX) เป็นรถไฟหรู นั่งสบายจากค่าย JR ใช้เวลาเดินทาง 60 นาทีถึงสถานีโตเกียว ค่าโดยสาร 2,940 เยนสำหรับตู้ธรรมดา และ 4,430 เยนสำหรับ Green Cars (first class) สามารถใช้ JR Pass ขึ้นได้ ต้องมีการจองที่นั่งก่อนขึ้นเท่านั้น

– 1.2 JR Narita Rapid Airport ขบวนรถเร็ว Sobu line ใช้เวลาเดินทาง 80 นาทีถึงสถานีโตเกียว ค่าโดยสาร 1,280 เยน

– 1.3 Keisei Skyliner (เคย์เซย์ สกายไลเนอร์) เป็นรถไฟหรู นั่งสบายจากค่าย Keisei ใช้เวลาเดินทางถึงสถานี Ueno เพียง 41 นาทีเท่านั้น ค่าโดยสาร 2,400 เยน

– 1.4 Keisei Limited Express (เคย์เซย์ ลิมิเต็ด เอ็กเพรส) ขบวนรถราคาประหยัดจากค่าย Keisei ใช้เวลาเดินทางถึงสถานี Ueno 75 นาทีเท่านั้น รถไฟออกทุก 30 นาที ค่าโดยสาร 1,000 เยน

2. รถบัส Airport Limousine Bus ราคาประมาณ 1,000-3,000 เยน ถ้าเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนอาจจะเสียเวลารถติด

3. Taxi ควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะค่าโดยสารราคาแพงมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,000-7,000 บาท / คัน

จากข้อมูลด้านบนหลายคนอาจจะงงว่าควรนั่งขบวนไหนเข้าโตเกียวดี เพราะมีให้เลือกเยอะ ผมฟันธงให้แบบง่ายๆ ถ้าเปิดใช้ JR Pass เลยก็นั่ง NEX ไป แต่ถ้าเสียเงินเองก็นั่ง Keisei Limited Express เพราะราคาเพียง 1,000 เยนเท่านั้น

หลังจากเลือกรถไฟเข้าเมืองได้แล้วก็ซื้อตั๋วกันครับ สำหรับ Keisei ก็ซื้อที่ Counter นี้

รถไฟ JR ก็ Counter สีแดง ในรูปด้านล่าง

เราสามารถซื้อตั๋วแบบเป็นเที่ยวๆ หรือจะซื้อบัตรเติมเงินแล้วให้ตัดเงินจากบัตรเป็นค่ารถไฟก็ได้ครับ บัตรเติมเงินจะได้ความสะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าโดยสาร

สำหรับบัตรเติมเงิน (IC Card) จะมีอยู่ 2 ชนิด

1. Suica เป็นบัตรของค่าย JR East ซื้อบัตรใหม่ 2,000 เยน เป็นค่ามัดจำ 500 เยน และเงินในบัตรอีก 1,500 เยน เติมเงินขั้นต่ำครั้งละ 1,000 เยน

2. Pasmo เป็นบัตรของค่าย Tokyo Metro มีค่ามัดจำ 500 เยน เติมเงินขั้นต่ำครั้งละ 1,000 เยน

บัตรเติมเงินนอกจากจะใช้ขึ้นรถไฟได้แล้วยังสามารถชำระเงินตามมินิมาร์ท ร้านค้า ตู้ขายของ และขึ้นรถเมล์ได้อีกด้วย โดยดูได้จากสัญลักษณ์บัตร Suica และ Pasmo ของผู้ให้บริการ ลักษณะบัตรจะเป็นบัตร RFID แบบไม่สัมผัสเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา บางทีเค้าก็เรียกบัตรเติมเงินว่า IC Card ดังนั้นถ้าเห็นคำว่า IC Card ที่ประตูทางเข้ารถไฟฟ้านั่นหมายความว่าให้เอาการ์ดไปแตะตรงนั้น

เนื่องจากว่าการเดินทางของผมค่อนข้างเยอะ เลยคิดว่าซื้อเป็นบัตรเติมเงิน Suica ไปน่าจะสะดวกกว่า ผมจะใช้บริการ Keisei Limited Express เข้าโตเกียว เพราะเป็นรถไฟที่ราคาไม่แพง แต่ก็ไม่ช้าเหมือนรถไฟสาย Local ไม่ได้จอดทุกสถานี เดี๋ยวผมจะใช้บัตร Suica นั่งรถไฟ Keisei เลย

การขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ยากครับ ดูป้ายเอาว่า Keisei Limited Express จอดที่ชานชาลา (Track) ไหนแล้วก็ไปขึ้นตามเวลา และชานชาลาที่ป้ายบอก ที่ตัวรถไฟก็จะมีบอกอีกว่ารถไฟคันนี้มุ่งหน้าไปไหน ถ้าเช็คทุกอย่างตามที่ว่ามานี้ยังไงก็ไม่มีผิดขบวนแน่นอนครับ

เดินไป track ที่ Keisei Limited Express จอดอยู่ พบว่ารถไฟมาจอดรออยู่แล้ว ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟได้เลย

ภายในรถไฟจะจัดที่นั่งขนานไปกับตัวรถ คล้ายกับ BTS, MRT บ้านเรา จะนั่งตรงไหนก็ได้ครับ ส่วนกระเป๋าเดินทางก็วางไว้หน้าเราได้เลย ที่สถานี Narita คนจะยังขึ้นไม่เยอะ แต่พอแล่นไปเรื่อยๆ จอดตามสถานีต่างๆ คนก็ขึ้นมาเรื่อยๆ สำหรับคนที่จองโรงแรม ที่พักในวงของ JR Yamanote line มี 2 สถานีให้เลือกลงได้แก่ Nippori และ Ueno โดย 2 สถานีนี้สามารถเชื่อมกับ JR Yamanote line ได้ สถานี Nippori จะถึงก่อน และ Ueno เป็นสถานีสุดท้าย รวมใช้เวลาจากสนามบิน Narita มาถึง Ueno ประมาณ 75 นาทีครับ

ออกจากสถานี Keisei Ueno ก็ลากกระเป๋าเดินตามป้าย JR Ueno พอออกจากสถานีก็รับรู้ได้ถึงความหนาวของโตเกียวอุณหภูมิประมาณ 10 องศา ก็ถือว่าหนาวแล้วสำหรับคนไทย

ที่พักของผมคืนนี้พักที่ Candeo Hotel Ueno-koen ซึ่งจะอยู่ใกล้สถานี JR Uguisudani เป็นสถานีที่ถัดจาก JR Ueno สถานีเดียว

เส้นทางของรถไฟ JR Yamanote line จะวิ่งเป็นวงกลม มีทั้งวนตามเข็ม และวนทวนเข็มนาฬิกา ผ่านสถานีใหญ่ และสถานที่สำคัญหลายแห่งเช่น Shinjuku, Harajuku, Tokyo, Akihabara, Ueno ก่อนที่จะขึ้นรถไฟลองนับสถานีดูก่อนครับว่าวนไปทางไหนจะใกล้กว่า

ผมนั่งรถไฟไปลงที่ JR Uguisudani แล้วออกทาง South Exit โรงแรมอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟมาก สามารถมองเห็นตัวโรงแรมได้จากสถานีเลย การเดินทางไปโรงแรม Candeo Hotel Ueno-koen เมื่อออกทาง South Exit แล้วให้เดินไปทางซ้ายข้ามสะพานทางรถไฟเดินตรงไปจนเจอ 3 แยก ให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปอีกประมาณ 100 เมตรจะเจอ โรงแรม Candeo Hotel Ueno-koen อยู่ทางซ้ายมือมีป้ายบอกชัดเจน

Candeo Hotel Ueno-koen

เป็น Business hotel ระดับ 3 ดาว มีห้องพักทั้งหมด 268 ห้อง อยู่ในทำเล Ueno ไปไหนมาไหนสะดวก ราคาห้องพักในคืนแรก 2,407 บาท จองผ่าน agoda ตัวโรงแรมตกแต่งสวย เพิ่งจะเปิดไม่นาน ยังดูใหม่อยู่เลยครับ ทัวร์ดังๆ หลายที่ก็นิยมมาพักที่โรงแรมนี้

Link. เช็คราคาโรงแรม Candeo Hotel Ueno-koen , รีวิวโรงแรม Candeo

Lobby ของโรงแรมจะอยู่ที่ชั้น 2

การ check in ก็เพียงยื่น Hotel Voucher พร้อม Passport ให้พนักงาน แล้วก็เซ็นเอกสารการเข้าพักอีกนิดหน่อย เท่านี้ก็เสร็จ ไม่มีค่ามัดจำ

บริเวณ Lobby สามารถเล่น wifi ได้ฟรี สามารถขอ Password ได้กับพนักงาน แต่ในส่วนของห้องพัก wifi ไปไม่ถึง แต่เห็นเค้ามีสาย LAN ให้บนโต๊ะทำงาน แสดงว่าใช้สาย LAN เล่นได้

พนักงานบอกกับเราว่าของตรงนี้ให้หยิบไปได้เลย ฟรี ก็มีชาเขียว ยางรัดผม คอตตอนบัด ใยขัดตัว หวี มีดโกนหนวด

ทางเดินหน้าห้องก็ทำดูดี ใหม่สะอาด

พวงกุญแจห้องต้องนำไปเสียบแบบนี้ครับ ไฟถึงจะติด

เข้ามาในห้อง ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ มีโต๊ะทำงาน สาย LAN โทรศัพท์ TV กาต้มน้ำ ไดร์เป่าผม และตู้เย็น

ในห้องมีเครื่องปรับอากาศที่เป็นได้ทั้ง Air และ Heater ในตัวเดียวกัน ญี่ปุ่นหน้าร้อนก็ร้อนเหมือนบ้านเราครับ แต่เวลาหนาวก็หนาว หิมะตกเลยทีเดียว เลยจำเป็นต้องมีทั้ง Air และ Heater

ในตู้เย็นว่างเปล่า ไม่มีน้ำให้ คนญี่ปุ่นเค้าดื่มน้ำจากก๊อกเอาครับ แต่คนบ้านเราไม่คุ้น ยังไงก็ขอกินน้ำดื่มเป็นขวดดีกว่า

ในห้องจะไม่มีตู้เสื้อผ้า แต่จะมีที่แขวนผ้าให้แทน

เข้ามาดูในห้องน้ำกันบ้าง สภาพใหม่มากๆ ห้องน้ำในญี่ปุ่นเหมือนเค้าจะยกชุดมาวางเลย ตั้งแต่ฝาผนัง อ่างล้างหน้า ชักโครก อ่างอาบน้ำ ไม่ได้ใช้กระเบื้องปูเหมือนบ้านเรา ผมคิดว่าค่าแรงเค้าคงแพง และแบบนี้ดูแล ทำความสะอาดง่ายกว่าปูกระเบื้อง สร้างได้เร็วกว่า

ชักโครกอัตโนมัติแบบญี่ปุ่น

ในห้องน้ำก็จะมีอ่างล้างหน้า โฟมล้างมือ แก้วน้ำ 2 ใบ อ่างอาบน้ำ และที่ชอบสุดๆ คือชักโครกอัตโนมัติตัวนี้ครับ ทันทีที่เรานั่งลงไปชักโครกจะปล่อยน้ำมาล้างชักโครกให้ก่อนทีนึง

สำหรับปุ่มต่างๆ ทำหน้าที่ดังนี้ครับ โดยเริ่มจากซ้ายก่อน

– ลูกบิดวงกลม ไว้ปรับความแรงของน้ำ

– ปุ่มสีชมพู สำหรับคุณผู้หญิงเวลาปัสสาวะเสร็จ กดทีเดียวจะปล่อยน้ำค้างไว้ตลอด

– ปุ่มสีฟ้า ใช้ล้างก้นหลังจากถ่ายหนักเสร็จ กดทีเดียวจะปล่อยน้ำค้างไว้ตลอด

– ปุ่มสีส้ม กดหยุดน้ำ

จากที่ได้ลองใช้งานดู พบว่ามัน work มากๆ ครับฉีดตรงตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ดีกว่าสายชำระแบบบ้านเรา ห้องน้ำไม่เลอะเทอะ บางรุ่นมีระบบน้ำร้อน น้ำเย็น มีอุ่นฝารองนั่งให้ด้วย ญี่ปุ่นเค้าช่างคิดจริงๆ

ที่อ่างอาบน้ำก็มีแชมพูสระผม Conditioner สบู่อาบน้ำ ของที่ใช้ก็คุณภาพดีนะครับ

ถ้าอยากดูรีวิวโรงแรม Candeo แบบเต็มๆ คลิกดูต่อที่หน้านี้เลยครับ รีวิวโรงแรม Candeo

เก็บของเสร็จ ก็มืดแล้ว ญี่ปุ่นในช่วงหน้าหนาวมืดเร็วครับ พระอาทิตย์ตกดินตอน 16.30 น.

ที่ชั้นล่างของโรงแรมเป็นซุปเปอร์มาเก็ต แม่บ้านญี่ปุ่นนิยมมาซื้อของกันครับ ของที่ขายก็เน้นไปทางวัตถุดิบมากกว่า เช่นเครื่องปรุง เส้น ข้าวสาร พวกเครื่องดื่มเหล้า เบียร์ ก็มีขาย หลากหลายด้วย คนญี่ปุ่นเค้าก็ชอบดื่มเบียร์กันครับ

มื้อแรกที่ญี่ปุ่นกินราเมงไป กินง่ายๆ จะได้กลับมาแพคกระเป๋าไปโอซาก้าในวันรุ่งขึ้น ชามนี้ 490 เยนเท่านั้น หรือตีเป็นเงินไทย 157 บาท ค่าอาหารญี่ปุ่นไม่ได้แพงอย่างที่คิด แต่ที่แพงมากๆ ก็จะเป็นค่าเดินทาง คืนแรกในญี่ปุ่นจะจบเพียงเท่านี้ครับ เดี๋ยวตอนต่อไป จะพานั่ง Shinkansen รถไฟความเร็วสูงไปเที่ยวโอซาก้ากัน

อ่านตอนต่อไป –> นั่ง Shinkansen เที่ยวโอซาก้า ปราสาทโอซาก้า ป้ายไฟกูลิโก๊ะ โดทงโบริ

.รีวิวเที่ยวญี่ปุ่น 11 วัน .ข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง
วันที่ 1: เดินทางกรุงเทพฯ – โตเกียว A380 การบินไทย นอนโตเกียว วันที่ 2: นั่ง Shinkansen ไปโอซาก้า เที่ยวโอซาก้า นอนโอซาก้า
วันที่ 3: เที่ยวนารา เมืองแห่งกวาง ดูใบไม้เปลี่ยนสี นอนโอซาก้า วันที่ 4: เที่ยวเกียวโต ชมศาลเจ้า วัดเก่า ใบไม้เปลี่ยนสี นอนโอซาก้า
วันที่ 5: เที่ยวเกียวโต ชมศาลเจ้า วัดเก่า ใบไม้เปลี่ยนสี นอนโอซาก้า วันที่ 6: นั่ง Shinkansen กลับโตเกียว เที่ยวโอไดบะ โตเกียว นอนโตเกียว
วันที่ 7: เที่ยว Kawaguchiko ดูภูเขาไฟฟูจิ ใบไม้เปลี่ยนสี นอนโตเกียว วันที่ 8: เที่ยว Nikko เมืองแห่งมรดกโลก สุสานโชกุน นอนโตเกียว
วันที่ 9: เที่ยว Mitake ตามรอยละคร “ข้างหลังภาพ” นอนโตเกียว วันที่ 10: เที่ยวโตเกียว ฮาราจูกุ ศาลเจ้าเมจิ , ดูใบแปะก๊วยสีเหลือง Tokyo University (Todai) , วัดเซ็นโซจิ Asakusa นอนโตเกียว
วันที่ 11: เที่ยวโตเกียว ชิบูย่า ซื้อของฝากในสนามบิน บินกลับไทย สรุปค่าใช้จ่ายเที่ยวญี่ปุ่น 11 วัน

Post Views 34500

ชอบบทความนี้ กด +1 ให้กำลังใจเราด้วยครับ

admin

นักเขียนประจำ emagtravel.com

147 thoughts on “รีวิวเที่ยวญี่ปุ่น 11 วัน บิน A380 การบินไทย นั่งรถไฟจากสนามบิน Narita เข้า Tokyo

  • February 12, 2015 at 10:35 am
    Permalink

    รบกวนสอบถามค่ะ ขั้นตอนการฝากกระเป๋าไว้ที่โณงแรมในโตเกียวตามที่แอดมินฝาก เราต้องติดต่อที่ไหนบ้างคะ ขอบคุณมากค่ะ

  • February 12, 2015 at 9:20 pm
    Permalink

    ตอบคุณ lookpat

    รบกวนสอบถามค่ะ ขั้นตอนการฝากกระเป๋าไว้ที่โณงแรมในโตเกียวตามที่แอดมินฝาก เราต้องติดต่อที่ไหนบ้างคะ ขอบคุณมากค่ะ

    ติดต่อโรงแรมที่คุณ lookpat พักครับ

  • February 12, 2015 at 9:29 pm
    Permalink

    ตอบคุณ KK

    สิ่งที่จะสอบถามเพิ่มเติม ตั๋วรถไฟหลักๆ ตั้งใจจะซื้อเป็น
    สามวันแรก ตั้งใจจะซื้อเป็น KTP และสามวันหลังเป็น JR west
    หรือว่า 2 วันแรกเป็น KTP และสี่วันหลังเป็น JR อันไหนจะคุ้มกว่ากันคะ
    รบกวนแอดมินแนะนำด้วยนะคะ

    ในภูมิภาคคันไซผมว่า KTP ยังไงก็ครอบคลุมกว่า JR ครับ ส่วน JR มีดีตรงนั่ง Shinkansen เท่านั้นเอง ถ้าจะใช้ JR ด้วย ก็น่าจะใช้ในวันเที่ยวโอซาก้าเพราะโอซาก้ามี JR วิ่งไปหลายที่

  • February 12, 2015 at 9:38 pm
    Permalink

    ตอบคุณ saksit

    อยากสอบถามว่า
    1.ในวันที่8 สามารถเปลี่ยนเป็นที่อื่นได้ไม๊ที่น่าสนใจ แต่คาวากุจิโกะเคยไปแล้วครับ

    Odaiba ไหมครับ หรือไม่ก็ Disneyland

    2.ช่วงที่ไปโอซาก้า ถ้าไปเกียวโตวันเดียว ทันไม๊ครับ อยากไปหลักๆคือ วัดทอง วัดน้ำใส โทริอิแดง

    ถ้าไป 3 ที่ก็ใช้เวลา 1 วันครับ

    3.มีอะไรแนะนำเพิ่มเติมด้วยครับ

    วันที่ 3-6 เป็นช่วง Golden week วันหยุดยาวของคนญี่ปุ่น คนอาจจะเยอะหน่อยครับ

  • February 13, 2015 at 2:01 pm
    Permalink

    ขอบคุณครับ

  • March 3, 2015 at 11:18 am
    Permalink

    1. รบกวนสอบถามเรื่องการเดินทางจาก Narita – Ueno st. คิดว่าจะใช้ Keisei Limited Express เหมือนแอดมินนี่แหละค่ะ ไฟล์ทไปถึง08.00 มีเวลาทั้งวัน ไม่ค่อยรีบจากตอนแรกที่จะใช้skyliner round trip+tokyo subway
    ส่วนขากลับจากโรงแรม Sakura Ikebukuro ไป Narita flight 20.00 แต่ต้องการไปถึงสนามบินประมาณ17.00(ไปญี่ปุ่นครั้งแรก ;-;) คิดว่าจะใช้ Keisei skyliner(ต้องไปต่อที่Keisei Nippori) หรือ N’ex ดีคะ กรณีจ่ายค่าโดยสารปกติ ;-;

    2. Keisei one way trip+tokyo subway นี่ซื้อแล้วใช้ขากลับนาริตะได้แล้วใช่หรือไม่คะ เพราะบางที่ก้อบอกว่าใช้เข้าเมืองได้อย่างเดียว

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

  • March 26, 2015 at 12:58 am
    Permalink

    รบกวนสอบถามเรื่องโรงแรมอะคะ คือจอง ไว้ 5วันแล้วไปเที่ยว เก็บของไว้ในห้อง ใช่มั้ยคะ มีวิธีประหยัดกว่านี้มั้ยคะ

  • March 26, 2015 at 1:40 am
    Permalink

    สอบถามหน่อยคะแอดมินคือเราจองในagoda กี่คืนคะ แล้วก็ฝากกระเป๋าเค้าให้ฝากเราต้องบอกยังไงคะ
    แล้วจะกลับมานอนอีกต้องจองล่วงน่ามั้ยคะ

  • March 28, 2015 at 7:59 pm
    Permalink

    ตอบคุณ atoile

    สอบถามหน่อยคะแอดมินคือเราจองในagoda กี่คืนคะ
    – ไม่เข้าใจคำถามครับ

    แล้วก็ฝากกระเป๋าเค้าให้ฝากเราต้องบอกยังไงคะ
    – ก็บอกว่าขอฝากกระเป๋าหน่อยได้ไหม อีก x วันเราจะกลับมานอนที่นี่อีก

    แล้วจะกลับมานอนอีกต้องจองล่วงน่ามั้ยคะ
    – จองครับ

  • April 4, 2015 at 8:58 pm
    Permalink

    รบกวนเช็คตารางเที่ยวญี่ปุ่นให้หน่อยนะคะ ว่าการเดินทางและเวลาสำหรับแต่ละที่เหมาะสมหรือไม่ (ไป 16-27/4/58)

    16/4/58 เครื่องลงที่ Kansai airport ประมาณ 4 ทุ่ม เนื่องจากสมาชิกต้องการประหยัดงบจึงจะนอนสนามบินกันค่ะ

    ช่วงวันที่ 17-20/4/58 เป็นส่วนที่เพื่อนเราจัด ซึ่งยังไม่เสร็จจึงไม่มีข้อมูล ขอแจ้งแบบคร่าวๆ

    17/4/58 ซื้อตั๋ว Haruka&Iccoca แบบไปกลับ นั่งรถ Haruka ลง Tennoji แล้วต่อไปยัง นารา เที่ยวนาราครึ่งวันแล้วไปเกียวโต

    **จุดนี้อยากถามเรื่องตั๋ว nara bus 1 day ค่ะ คือเท่าที่หาข้อมูลมา ที่ขายตั๋วในนาราจะเปิด 8:30 แต่เราไปถึงประมาณเกือบ 8โมง (เร่งออกแต่เช้าเพราะ เพื่อนที่จัดส่วนนี้บอกว่าจะรีบเข้าไปเที่ยวเกียวโตต่อ) ส่วนที่สนามบินคันไซมีขายราวๆ 7 โมง แต่เราต้องขึ้นรถไปก่อนหน้านั้นเลยซื้อไม่ได้ อยากทราบว่า nara bus 1 day สามารถซื้อกับคนขับรถได้มั้ยคะ***

    18-19/4/58 เที่ยวในเกียวโต (ที่พักอยู่ในเกียวโตค่ะ)

    20/4/58 เริ่มใช้ JR pass 7 days ออกเดินทางเข้าโตเกียวด้วย shinkansen และเที่ยวในโตเกียว พักอยู่ที่สถานี okachimachi

    21-23/4/58 สามวันนี้ จะไป nikko, kawaguchigo, Tokyo Disney land อย่างละวัน (ไปเช้าเย็นกลับทั้งหมด) plan ว่าจะไปดูพยากรณ์อากาศแล้วเลือกวันไปฟูจิอีกทีค่ะ

    Nikko
    ออกจากโรงแรม ไปนิกโก้ด้วย JR pass ตลอดสาย
    จาก Okachimachi > Ueno > Utsunomiya > Nikko ขึ้นรถรอบ 06:57 ถึง 09:11
    ซื้อ One day pass World Heritage bus ราคา 500 เยน

    ลงป้ายหมายเลข 83 : Omotesando 9:30 -13:00
    ศาลเจ้าโทโชกุ: ศาลเจ้า + รูปปั้นแมวหลับ + สุสานโชกุนอิเอะยาสุ
    วัดรินโนจิ >> ได้ยินมาว่ายังปิดซ่อมแซมอาจจะไม่แวะไปดูค่ะ
    สวนโซโยเอ็น

    ป้ายหมายเลข 85 : Taiyuin futarasan jinja mae 13:00 – 15:00
    เดินเที่ยววัดไทยูอิน, ศาลเจ้าฟุตาระซัง

    ป้ายหมายเลข 7 : Shinkyo 15:00 – 16:00
    ถ่ายรูปที่สะพานแดงชินเคียว
    กลับมาถึง JR Nikko 16:30 นั่งกลับมาถึงที่ ueno ประมาณ 18:18

    Fuji & Kawaguchigo
    ออกจาก okachimachi ประมาณ 6โมงนิดๆ นั่ง inner loop มาลง Shinjuku ขึ้น super Azusa รอบ 7:00 แวะซื้อbento ขึ้นไปกินบนรถ ลงที่ otsuki แล้วต่อ Fujikyu Railway ไปลงที่สถานี Kawaguchiko ถึงประมาณ 9:12

    ซื้อ Retro Bus pass ราคา 1,200 เยน
    *** จุดนี้อยากถามว่า Retro Bus pass คุ้มมั้ยคะ เราไม่แน่ใจว่า ถ้าขึ้นแบบจ่ายเงินเป็นรอบๆจะถูกกว่ามั้ย คือพยายามหาค่าโดยสารที่คิดตามระยะทาง แต่หาเจอเฉพาะค่าเดินทางจาก ป้ายแรกสุดไปยังป้ายอื่นๆเท่านั้นค่ะ***

    09:40 – 09:51 ขึ้น Retro bus ที่ kawaguchigo station ลง Bus stop 11 Yuransen Ropeway Iriguchi

    10:00 – 12:00 นั่งกระเช้าไฟฟ้า Kachi Kachi Ropeway ขึ้นไปถ่ายรูปชมวิว แล้วลงมาทานอาหารกลางวันแถวๆนั้น

    ขึ้นรถ 12:31 – 12:47 ลง Bus stop 22 Kawaguchiko Shizen Seikatsukan ใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง

    ขึ้นรถรอบ 13:52 – 13:57 ลง bus stop 19 Itchiku Kubota Art Museum ลงไปถ่ายรูปเล่นซักครึ่งชั่วโมง (คิดว่าวันที่ไปถึงซากุระน่าจะไม่เหลือแล้ว เลยจะใช้เวลาไม่นานค่ะ)

    ขึ้นรถรอบ 14:32 – 14:34 มาลง Bus stop 17 Ukai Orugoruno Mori Bijutsukan or Kawaguchiko Music Forest พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ค่าเข้า 1300 yen เดินในนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง (ไม่มั่นใจว่ามากหรือน้อยไปหรือไม่)

    ขึ้นรถรอบ 16:34 – 16:54 มาถึง kawaguchiko sta แล้วเดินทางกลับโตเกียว (ซื้อเบนโตะกินบนรถ) จะถึงสถานีใกล้ที่พักประมาณ 19:30

    อีกหนึ่งวันก็เที่ยว Tokyo Disney land ทั้งวันค่ะ

    24/4/58 Ghibli & Osaka Namba
    check out จาก โรงแรมที่โตเกียว
    นั่งจาก okachimachi แวะไปฝากกระเป๋าเดินทางที่สถานีโตเกียวก่อน แล้วนั่ง rapid Chuo line เที่ยว 8:42 – 9:14 ไปลง Mitaka เพื่อไป Ghibli museum รอบ 10 โมง
    ใช้เวลาใน จิบลิ รวมกินข้าวเที่ยงในนั้น 10:00 – 13:00 แล้วขึ้นรถบัสกลับมาที่สถานี Mitaka

    ขึ้น JR Chuo Special Rapid Service รอบ 13:37 – 14:06 หรือ 13:44-14:12 ไปลงสถานี โตเกียว เอากระเป๋าเดินทาง แล้วต่อ shinkansen Hikari รอบ 14:33
    *** ควรเผื่อเวลาเก็บ/ไปเอากระเป๋าที่ตู้หยอดในสถานีโตเกียวนานแค่ไหนคะ และจาก track 1 หรือ 2 เดินไป track 17 นี่นานมั้ยคะ ***

    ถึง Shin-Osaka ประมาณ 17:30 แวะฝากกระเป๋าเดินทางที่ตู้หยอดแล้วไปนัมบะ เดินเล่นกินข้าว ถ่ายรูป 18:30 – 21:00 แล้วกลับที่พักใกล้ๆสถานี shin-osaka

    25/4/58 USJ
    เที่ยว USJ ทั้งวัน แล้วกลับที่พัก

    26/4/58 Himeji-Osaka
    Shin-Osaka Station >> Himeji Station by JR Sanyo Shinkansen ไปรอบ 08:07-08:36
    เดินเที่ยว Himeji Castle 9-12:00

    ออกจากปราสาททาง west main gate (Otemon gate) มาที่สวน Kokoen Garden 12:00 – 13:30

    นั่งรถจาก Himeji 14:01 – 15:13 ลงที่สนานี osakajokoen
    ไป Osaka castle 15:30 – 18:00 (ปราสาทปิด 17:00)
    เดินไปทาง Aoyamon Gate ข้าม Gokurakubashi bridge เข้าปราสาท เดินรอบปราสาท + ในปราสาท และไปขึ้นรถที่สถานี morinomiya

    นั่ง inner loop ไปลง สถานี osaka แวะกินอาหาร+ขนมที่ Conan Cafe 18:00 – 20:00 แล้วกลับที่พักที่ shin-osaka

    27/4/58
    นั่ง Haruka express รอบเช้าสุด มา Kansai airport กลับกรุงเทพฯ

    รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

  • April 5, 2015 at 6:23 am
    Permalink

    ขณะนี้ admin อยู่ที่ญี่ปุ่นครับ ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ เมื่อกลับไทยแล้ว (8/4/15) จะทยอยตอบคำถามครับ

  • April 9, 2015 at 4:45 pm
    Permalink

    ตอบคุณ Rain

    **จุดนี้อยากถามเรื่องตั๋ว nara bus 1 day ค่ะ คือเท่าที่หาข้อมูลมา ที่ขายตั๋วในนาราจะเปิด 8:30 แต่เราไปถึงประมาณเกือบ 8โมง (เร่งออกแต่เช้าเพราะ เพื่อนที่จัดส่วนนี้บอกว่าจะรีบเข้าไปเที่ยวเกียวโตต่อ) ส่วนที่สนามบินคันไซมีขายราวๆ 7 โมง แต่เราต้องขึ้นรถไปก่อนหน้านั้นเลยซื้อไม่ได้ อยากทราบว่า nara bus 1 day สามารถซื้อกับคนขับรถได้มั้ยคะ***

    ดูจากในนี้ http://www.narakotsu.co.jp/language/en/noriba/index.html#ticketShop คิดว่าซื้อกับคนขับไม่ได้ครับ

    *** จุดนี้อยากถามว่า Retro Bus pass คุ้มมั้ยคะ เราไม่แน่ใจว่า ถ้าขึ้นแบบจ่ายเงินเป็นรอบๆจะถูกกว่ามั้ย คือพยายามหาค่าโดยสารที่คิดตามระยะทาง แต่หาเจอเฉพาะค่าเดินทางจาก ป้ายแรกสุดไปยังป้ายอื่นๆเท่านั้นค่ะ***

    ขึ้น-ลง 5 ครั้ง ผมว่าซื้อ Pass คุ้มแล้วครับ และได้ความสะดวกด้วย

    *** ควรเผื่อเวลาเก็บ/ไปเอากระเป๋าที่ตู้หยอดในสถานีโตเกียวนานแค่ไหนคะ และจาก track 1 หรือ 2 เดินไป track 17 นี่นานมั้ยคะ ***

    ทั้งหมดนี้ 30 นาทีก็พอแล้วครับ หรือให้ชัวร์ก็ 45 นาทีก็ได้ เผื่อหลง

  • April 9, 2015 at 5:34 pm
    Permalink

    ขอบคุณนะคะ
    แล้วเรื่องเวลาสำหรับเดินเที่ยวในแต่ละที่ ที่เราวางไว้คร่าวๆตามด้านบนนั้นโอเคมั้ยคะ กลัวว่าบางจุดให้เวลาน้อยหรือมากไปอะค่ะ

  • April 10, 2015 at 8:39 pm
    Permalink

    ตอบคุณ Rain

    ดูคร่าวๆ ก็โอเคครับผม ^^

  • April 15, 2015 at 4:19 pm
    Permalink

    ขอบคุณมากๆค่ะ

  • August 16, 2015 at 1:28 am
    Permalink

    อยากรบกวนแนะนำให้หน่อยค่ะ ว่าถ้าเที่ยวเฉพาะ Tokyo สองวันและ มี JR pass จำเป็นต้องซื้อ pass อื่นๆ หรือรถบัส หรือ one day trip อื่นๆอีกไหมค่ะ ในการเดินทางไปหลายๆแห่ง รอบๆ Tokyo ขอคำแนะนำทีค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

  • August 16, 2015 at 7:49 am
    Permalink

    ตอบคุณ Numwan

    ไม่ต้องซื้อ Pass เพิ่มแล้วครับ เส้นทางที่ JR Pass ไม่ครอบคลุมแนะนำให้ใช้ Suica จ่ายเงินเป็นเที่ยวๆ ไปครับ

  • August 28, 2015 at 4:34 pm
    Permalink

    สวัสดีครับ ผมมีทริปเวลา 10วัน9คืน ในการเที่ยวทริปฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งไปกลับนาริตะ-ดอนเมือง
    โดยโปรแกรมคือต้องการ เที่ยวโตเกียว2วัน,คาวากูชิโกะ1-2วัน,เกียวโต2วัน,นารา1วัน,ฮิโชิม่า-โอกาย่าม่า-ทตโตริ จะมีใบไม้ร่วงมั้ยครับ,(ไปช่วง 17-26พฤศจิกายน)
    และกลับมาโตเกียวเพื่อเดินทางกลับ
    ไม่ทราบว่าการวางโปรแกรมแบบนี้มีความเป็นไปได้มั้ย
    จะเสียเวลาในการเดินทางเยอะมั้ยครับ
    ในช่วงที่เดินทางไป โอกาย่าม่ากับทตโตริ
    -ควรนอนที่อิโรชิม่า หรือโอซาก้าครับ
    ขอรบกวน ขอบคุณครับ

  • August 28, 2015 at 8:00 pm
    Permalink

    ตอบคุณ gaow laow

    ช่วงที่ไปเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีครับ วันที่ 17 พย แถว Kawaguchiko น่าจะแดงสวย และ 20-26 ที่โอซาก้า นารา เกียวโต ก็แดงเช่นกัน ส่วนที่อื่นไม่ทราบครับ

    โปรแกรมเดินทางค่อนข้างเยอะ แต่ก็สามารถทำได้ แนะนำให้ซื้อ JR Pass 7 วัน จะประหยัดกว่าซื้อแยก ช่วงนั้น 4 โมงเย็นก็เริ่มมืดแล้ว

    ในช่วงที่เดินทางไป โอกาย่าม่ากับทตโตริ
    -ควรนอนที่อิโรชิม่า หรือโอซาก้าครับ
    ขอรบกวน ขอบคุณครับ

    แนะนำตามนี้ครับ
    เที่ยว Okayama นอน Okayama
    เที่ยว Tottori นอน Tottori

  • August 28, 2015 at 11:10 pm
    Permalink

    รบกวนครับ admin การเดินทางจาก โตเกียวเพื่อไปเกียวโต ใช้เวลาประมาณ5-6 ถ้าเราเดินทางเวลาโดยประมาณ22.00น ไปถึงเกียวตอนเช้า เราจำเป็นที่จะต้องจองที่นั่งบนชินคังเซ็นที่ใช้บนตั๋ว JR PASS ขอบคุณครับ

  • August 29, 2015 at 11:35 am
    Permalink

    หรือ ว่าถ้าเราไปเที่ยวทะเลสาบคาวากูชิโกะ แ้ลวต้องการนั่ง บัสไปลงเกียวโตสามารถทำได้โดยวิะ๊ไหนครับ
    ไม่ต้องจอง แล้วสามารถไปซื้อที่สถานีในวันเดินทางได้หรือไม่
    ขอรบกวน ขอบคุณครับ

  • August 30, 2015 at 3:23 pm
    Permalink

    ตอบคุณ gaow laow

    รบกวนครับ admin การเดินทางจาก โตเกียวเพื่อไปเกียวโต ใช้เวลาประมาณ5-6 ถ้าเราเดินทางเวลาโดยประมาณ22.00น ไปถึงเกียวตอนเช้า เราจำเป็นที่จะต้องจองที่นั่งบนชินคังเซ็นที่ใช้บนตั๋ว JR PASS ขอบคุณครับ

    ผมไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางเวลากลางคืนด้วยครับ ไม่แน่ใจว่าคนจะเยอะขนาดไหน ถ้ามี JR Pass ก็แนะนำให้ใช้สิทธิจองที่นั่งไปเลยจะสบายใจกว่าครับ

    หรือ ว่าถ้าเราไปเที่ยวทะเลสาบคาวากูชิโกะ แ้ลวต้องการนั่ง บัสไปลงเกียวโตสามารถทำได้โดยวิะ๊ไหนครับ
    ไม่ต้องจอง แล้วสามารถไปซื้อที่สถานีในวันเดินทางได้หรือไม่
    ขอรบกวน ขอบคุณครับ

    มีรถ Night bus ของ บ. Fujikyu Experssway Bus ให้บริการ รถออกจากสถานีรถไฟ Kawaguchiko เวลา 20.52 น. ถึงเกียวโตเวลา 5.57 น. และโอซาก้า 6.53 น. ค่าโดยสารไปเกียวโต 6,700 เยน และ โอซาก้า 7,200 เยน

    ตั๋วคงซื้อในวันเดินทางได้ (ถ้ารถไม่เต็ม) ถ้าเอาสบายใจก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าในวันที่ไปถึง Kawaguchiko ก็ได้ครับ

  • August 31, 2015 at 4:49 pm
    Permalink

    ขอบคุณมากๆๆครับ

  • May 10, 2016 at 9:40 am
    Permalink

    สวัสดีคะแอด รบกวนวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นให้หน่อยนะคะ่ ซื้อตั้วไปกลับลงสนามบินนาริตะจากวันที่2-16 สิงหาคมนี้ สถานที่อยากไป มี โตเกียว โยโกฮ่าม่า นิกโก คามาคูระ ฟูจิซัง โอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ หมู่บ้านชิรากุวาโกะ สับสนมากว่าจะไปไหนก่อนที่ไม่ต้องวกไปวนมา เราจะซื้อบัตรเจอาพาสแบบเจ็ดวัน คะ ช่วยวางแผนการเดินทางให้หน่อนค่ะ ขอบคุณคะ่

  • May 10, 2016 at 10:29 am
    Permalink

    ตอบคุณ nikky

    จากสถานที่ที่คุณอยากไป ต้องใช้เวลามากกว่า 20 วันครับ ถึงจะพอ แนะนำว่าควรตัดออกบ้างครับ ควรเลือกเที่ยวเป็นโซนๆ ไปจะได้ไม่เสียเวลากับการเดินทาง และค่าใช้จ่ายมาก

    ส่วนเรื่องวางแผนการเดินทาง แนะนำให้ดูจากแผนที่ และ search ใน hyperdia เอาเลยครับ แล้วจะรู้ว่าควรไปไหนก่อนหลัง

  • May 10, 2016 at 12:23 pm
    Permalink

    ขอบคุณที่แนะนำนะคะ ช่วยดูแผนที่ทำไว้คล่าวๆหน่อนนะคะว่าได้ไหม
    วันแรกถึงนาริตะตอนเช้า พัก ชินจุกุ นอนหนึ่งคืนฝากกระเป๋าใบใหญ๋ไว้ เที่ยวชมสถานที่ หนึ่งถึงสองที่
    วันที่สอง นั่งบัสจากชินจุกุไป ฟูจิซัง นอนหนึ่งคืน
    วันที่สาม จากฟูจิซัง ไป โอซาก้า นอน โอซาก้า สามคืน เที่ยว นาราวันเดียวกลับ นอน โอซากา
    วันที่เจ็ด จาก โอซากา ไป เกียวโต นอนเกียวโต หนึ่งคืน
    วันที่แปด จากเกียวโต ไป ชิราคุวาโกะ นอน หนึ่งคืน
    วันที่ เก้า จาก ชิราคุวะโกะ กลับโตเกียว
    ที่เหลือเที่ยวต่อแถวโซนคันโต
    คร่าวๆแล้วพอไหวไหมคะแอด

  • May 10, 2016 at 7:55 pm
    Permalink

    ตอบคุณ nikky

    วันที่สาม จากฟูจิซัง ไป โอซาก้า นอน โอซาก้า สามคืน เที่ยว นาราวันเดียวกลับ นอน โอซากา

    Kawaguchiko ไป Osaka ถ้าไปด้วยรถไฟจะต้องย้อนมาขึ้นรถไฟที่โตเกียวนะครับ หรือไม่ก็ต่อรถไฟหลายต่อซึ่งใช้เวลาพอๆ กับการมาต่อรถไฟที่โตเกียว

    วันที่เจ็ด จาก โอซากา ไป เกียวโต นอนเกียวโต หนึ่งคืน

    การย้ายโรงแรมค่อนข้างเสียเวลาครับ ถ้าไม่ได้อยากพักที่เกียวโตเป็นพิเศษ ควรนอนโอซาก้าที่เดิมครับ

    โปรแกรมเริ่มลงตัวแล้วครับ สมเหตุสมผลกับเวลาที่มี

    วันที่ 3-9 ใช้ JR Pass 7 วัน โครตคุ้มครับ แต่ปัญหาอยู่ที่ Kawaguchiko ไป Osaka ลำบาก หรือลองสลับย้ายวันดูครับ ไป Kawaguchiko หลังวันที่ 9 นั่งบัสไป

  • May 10, 2016 at 8:54 pm
    Permalink

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากๆเลยคะ่

  • June 16, 2016 at 5:35 pm
    Permalink

    สวัสดีคะแอด
    กลับมาอีกครั้งพร้อมกับการขอคำแนะนำคะ(หลังจากได้รับคำแนะนำในทริปที่แล้วที่ดีมากๆๆ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวสนุกและมีความสุขมากๆคะ ขอบคุณแอดจริงๆคะ) ครั้งนี้มีความตั้งใจว่าจะพาลูกชายอายุ 7 ขวบไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งมีเวลา 9 วันโดยครั้งนี้ลูกอยากเห็นหิมะคะแต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องไปตอนปิดเทอม จึงอยากเรียนถามว่า
    1.พาเด็กเที่ยวหิมะแถบโตเกียวเดือนมีนาคมยังพอมีมั๊ยคะ (ต้นเดือนคะ6-15มีนาคม2560) และแอดแนะนำที่ไหนที่เหมาะกับเด็กคะ
    2.ตอนนี้ยังไม่ได้แพลนการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอยากขอคำแนะนำจากแอดก่อนว่ามีที่ไหนบ้างแล้วค่อยทำแพลนและมาส่งการบ้านอีกครั้งคะ
    3. จองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้วคะไปนาริตะ-กลับจากนาริตะคะ
    4. เท่าที่หาข้อมูลมาบ้างจะพบ นาโกโน่และมินากามิ เหมาะกับเด็กมั๊ยคะ และช่วงที่ไปยังมีหิมะอยู่รึเปล่าคะ
    5.ช่วยแนะนำ pass การเดินทางด้วยนะคะ
    ขอบคุณคะ

  • June 16, 2016 at 8:51 pm
    Permalink

    ตอบคุณ auntika

    ดีใจที่คำแนะนำของ admin มีประโยชน์ครับ แต่โจทย์รอบนี้ admin อาจตอบได้ไม่ดีครับ เพราะนาโกโน่และมินากามิ admin ก็ไม่เคยไปเหมือนกันครับ

    1.พาเด็กเที่ยวหิมะแถบโตเกียวเดือนมีนาคมยังพอมีมั๊ยคะ (ต้นเดือนคะ6-15มีนาคม2560) และแอดแนะนำที่ไหนที่เหมาะกับเด็กคะ
    – แนะนำ GALA Yuzawa ครับ นั่ง Shinkansen จาก Tokyo ไปได้เลย ใช้เวลาประมาณ 1:30 ชั่วโมง ในรีวิวไปปลายเดือนมีนาคม หิมะก็มีเยอะครับ ถ้าไป 6-15 มีนาคม มีหิมะมากกว่าที่ admin ไปอีกครับ
    http://www.emagtravel.com/archive/gala-yuzawa-trip.html

    2.ตอนนี้ยังไม่ได้แพลนการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นอยากขอคำแนะนำจากแอดก่อนว่ามีที่ไหนบ้างแล้วค่อยทำแพลนและมาส่งการบ้านอีกครั้งคะ
    – ถ้าโจทย์คือ ไปจากโตเกียวและมีเด็กด้วย admin ก็นึกออกแต่ GALA Yuzawa อ่ะครับ

    4. เท่าที่หาข้อมูลมาบ้างจะพบ นาโกโน่และมินากามิ เหมาะกับเด็กมั๊ยคะ และช่วงที่ไปยังมีหิมะอยู่รึเปล่าคะ
    – ทั้งสองที่ที่ว่ามา ก็น่าสนใจครับเดินทางไม่ยากด้วย รายละเอียดอื่นๆ admin ไม่ทราบเลยครับ ต้องขอโทษด้วยครับ T_T

    5.ช่วยแนะนำ pass การเดินทางด้วยนะคะ
    – ถ้าไป GALA Yuzawa, Minakami ก็ Tokyo wide pass ครับ

    ป.ล. Minakami อยู่ก่อนถึง GALA Yuzawa ครับ

  • June 17, 2016 at 10:27 am
    Permalink

    ขอบคุณมากๆคะแอด เท่านี้ก็มีประโยชน์มากๆแล้วคะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรู้ว่า Minakami อยู่ก่อนถึง GALA Yuzawa ช่วยการวางแผนได้เยอะเลยคะ
    ถ้าแอดไปเที่ยวแถบนี้มารีวิวให้อ่านบ้างนะคะ เพราะแอดรีวิวได้ละเอียด และเข้าใจง่ายคะ
    ขอบคุณมากๆนะคะ

  • June 17, 2016 at 10:47 am
    Permalink

    เพิ่มเติมอีกนิดคะขอเรียนถามว่า
    1.Tokyo wide pass ใช้ขึ้น Shinkansen จากโตเกียวไป GALA Yuzawa ได้รึเปล่าคะหรือต้องซื้อ ตั๋วอย่างอื่นร่วมด้วยคะ
    2.Tokyo wide pass เราจะใช้ไป GALA Yuzawa วันไหนก็ได้กรือต้องระบุวันเดินทางคะ
    3.ถ้าเป็น Tokyo wide pass เมื่อเราไป GALA Yuzawa แล้วสามารถต่อไป Minakami ได้เลยโดยอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ต้องกลับมาเริ่มต้นที่โตเกียวถูกต้องมั๊ยคะ
    4.Tokyo wide pass มีระยะเวลากี่วันคะ
    5.Tokyo wide pass ใช้เดินทางจากนาริตะได้เลยใช่มั๊ยคะ
    ขอบคุณมากๆคะ

  • June 17, 2016 at 11:29 am
    Permalink

    ตอบคุณ auntika

    admin ก็อยากไปเก็บสถานที่ใหม่ๆ ในญี่ปุ่นครับ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่เชียงใหม่แล้ว เบื่อที่จะต่อเครื่อง แต่ถ้ามีโปรฯ สายการบิน ก็อาจจะไปอีกในปีนี้ครับ

    1.Tokyo wide pass ใช้ขึ้น Shinkansen จากโตเกียวไป GALA Yuzawa ได้รึเปล่าคะหรือต้องซื้อ ตั๋วอย่างอื่นร่วมด้วยคะ
    – ไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่มครับ Tokyo wide pass ไปได้ถึง GALA Yuzawa เลยครับ

    2.Tokyo wide pass เราจะใช้ไป GALA Yuzawa วันไหนก็ได้กรือต้องระบุวันเดินทางคะ
    – ไปวันไหนก็ได้ครับ

    3.ถ้าเป็น Tokyo wide pass เมื่อเราไป GALA Yuzawa แล้วสามารถต่อไป Minakami ได้เลยโดยอยู่ในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ต้องกลับมาเริ่มต้นที่โตเกียวถูกต้องมั๊ยคะ
    – ใช่ครับ โดยต้องไปตั้งหลักที่สถานี Jomokogen แล้วซื้อบัสพาสใน Minakami ลองดูรีวิวในนี้ครับ http://pantip.com/topic/34628406

    4.Tokyo wide pass มีระยะเวลากี่วันคะ
    – 3 วัน ติดกันครับ

    5.Tokyo wide pass ใช้เดินทางจากนาริตะได้เลยใช่มั๊ยคะ
    – ใช่ครับ ใช้นั่ง NEX เข้าโตเกียวได้เลยครับ

  • June 26, 2016 at 10:55 am
    Permalink

    สวัสดีคะแอด
    จะไปญี่ปุ่นเดือนกันยานี้ เดินทางวันที่ 2-16/9/16 รบกวนแอดช่วยดูโปรแกรมการเดินทางให้หน่อยคะ
    3-4 ถึงสนามบินนาริตะเช้า นั่งรถไฟไปพักแถว shinjuku หนึ่งคืน (ใช้เจอาร์พาสวันแรก)
    4-9 osaka nara kyoto kobe (นั่งชินคันเซน ใช้เจอาร์พาสไปโอซากาพักแถวชินโอซากา
    ไปเท่ี่ยว นารา เกียวโต โกเบ เที่ยวแบบวันเดียวกลับ
    9-10 takayama shirakawako 1 คืน
    10-11 tokyo (shinjuku) 1 คืน
    11-12 shinjuku MT Fuji นั่งรถบัสไป
    12-16 tokyo nikko and back home
    เส้นทางการเดินทางแบบนี้ได้ไหมคะ หรือแแอดแนะนำเพิ่มเติมให้หน่อยนะคะ พอดีเป็นการเดินทางญี่ปุ่นครั้งแรกคะ ขอบคุณคะ

  • June 26, 2016 at 5:21 pm
    Permalink

    ตอบคุณ baboon

    อันนี้เป็นทริปในฝันของใครหลายคนเลยครับ เที่ยวแต่ละที่น่าไปทั้งนั้น เวลาก็กำลังดีครับ ไม่เร่งจนเกินไป ใช้ JR Pass ตามที่ว่าคุ้มสุดแล้วครับ ส่วน Kawaguchiko ช่วงนั้นยังไม่มีหิมะที่ยอดนะครับ และมีโอกาสที่จะเจอฝน เจอหมอก อาจมองไม่เห็นฟูจิ ควรเช็คพยากรณ์อากาศก่อนไป หรือ เปลี่ยนแผนเที่ยวในโตเกียวแทนครับ

  • June 27, 2016 at 6:06 pm
    Permalink

    ขอบคุณคะ

  • June 28, 2016 at 12:58 pm
    Permalink

    ปรึกษาทริปประมาณนี้ มีเด็กด้วย 2 คน (4ขวบกับ 2ขวบ ค่ะ) มีโรงแรมแนะนำมั๊ยค่ะ
    Day 1 ( 1 April 2017 )
    1. BKK – Narita Airport – Tokyo
    2. เข้า Tokyo นอน ย่าน Ueno
    3. ตลาด Ameyoko และ Ueno Park ย่าน Ueno
    Day 2 – เที่ยวโตเกียว
    1. วัดอาซากุสะ
    2. ศาลเจ้าเมจิ
    3. เดินเที่ยว Harajuku (Kiddy Land/snoopy town)
    4. เดินเที่ยวย่านชินจุกุ Sanrio Gift Gate
    Day 3 – เที่ยว Odaiba
    1.พาเด็กๆ ไป Lego Land
    2.เย็น ทาน Midori Sushi
    Day 4 – ดูMt. Fuji @ Kawagujiko Lake
    1. JR Shinjuku สาย Azusa หรือ Kaiji ไปลงที่สถานี JR Otsuki
    2. จากสถานี Otsuki นั่งรถไฟสาย Fujikyu Railway ไปลงที่สถานี Kawaguchiko
    3. Check in hotel ที่ Kawagujiko
    ถ้าไม่ค้าง
    1.ใช้ JR Tokyo Wide Pass ไป Mt.Fuji
    2.Retro Bus เที่ยวชมรอบทะเลสาบ Kawaguchiko
    3.ขึ้น Ropeway
    4.กลับเข้าโตเกียว
    Day 5 – เที่ยว Snow Park
    1.GALA Yuzawa นั่ง Shinkansen จาก Tokyo
    หรือ
    2. นั่ง Hokuriku Shinkansen ไป Karuizawa
    ขึ้นรถบัสสายสีเขียวไป Kid Snow Park ใน Karuizawa Prince Hotel East
    มี Prince Shopping Plaza ขึ้นชื่อว่าเป็น Outlet ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
    Day 6 – เที่ยว Nikko
    1. ตั้งต้นรถไฟไป Nikko เมืองมรดกโลก สุสานโชกุน
    2. นอนโตเกียว
    Day 7 – เที่ยวโตเกียว
    1. เดินเที่ยวรอบ ๆ พระราชวังอิมพีเรียล
    2. ชมโตเกียวทาวเวอร์เก่า
    3. เดินเที่ยวย่านชิบูย่า (Landmark สี่แยกใหญ่ร้านกาแฟสตาร์บัค / อนุสาวรีย์หมาฮาจิโกะ
    4. นอนโตเกียว
    Day 8 – กลับ
    1. Check out hotel
    2. ไปแอร์พอร์ต Narita

  • June 29, 2016 at 10:47 am
    Permalink

    ตอบคุณ Pui

    โปรแกรมทำมาดีแล้วครับ เลือกใช้ pass ได้คุ้มค่า ช่วงนั้นเป็นช่วงซากุระบาน ลองหาที่ชมซากุระเพิ่มเดิมดูนะครับ http://www.emagtravel.com/archive/tokyo.html

    วันที่ไป Kawaguchiko ไม่ควร fix วัน ให้ดูพยากรณ์อากาศก่อนไปครับ

    ส่วนโรงแรม แนะนำยากครับ งบแต่ละคนไม่เท่ากัน ความชอบก็ไม่เหมือนกัน แนะนำไปก็อาจจะไม่ว่าง ก็ลองดูโรงแรมที่ผมเคยไปพัก ผมว่า 2 โรงแรมนี้ทำเลใช้ได้ ราคาโอเค
    http://www.emagtravel.com/archive/review-olympic-inn-kanda.html
    http://www.emagtravel.com/archive/review-sakura-hotel-ikebukuro.html

  • June 29, 2016 at 5:33 pm
    Permalink

    ขอบคุณนะค่ะ ไม่ทนาบว่าถ้าแบบนี้ใช้แต่ Tokyo wide pass ได้มั๊ยค่ะ หรือต้องซื้อ JR ด้วย

  • June 30, 2016 at 11:00 am
    Permalink

    ตอบคุณ Pui

    Tokyo wide pass พอแล้วครับ นอกเหนือจากนี้ก็ Suica ครับ

  • July 1, 2016 at 5:28 pm
    Permalink

    ขอบคุณมากๆคะแอด สำหรับข้อมูล เดี๋ยวจะลองวางแผนการเดินทางดูก่อนนะคะ

  • July 22, 2016 at 10:33 am
    Permalink

    สวัสดีครับแอดมิน ผมจะแพลนจะไปญี่ปุ่น เดือนกุมภาปีหน้าครับ
    รบกวนขอคำแนะนำหน่อยครับ แพลนแบบนี้โอเคมั้ย ควรใช้ตั๋ว pass แบบไหนมั้ยครับ
    Day1: flight to osaka กินเที่ยวแถว shinsaibashi
    Day2: Osaka amazing pass 1 day
    Day3: Universal Studio Japan
    Day4: Kyoto
    Day5: Shirakawa-Go
    Day6: Kawakuchiko
    Day7: Gotemba outlet, Hakone
    Day8: Tokyo
    Day9: Tokyo
    Day10: Tokyo & Flight to bkk

  • July 22, 2016 at 11:20 am
    Permalink

    ตอบคุณ chotawich

    วันที่ 5 เวลาไม่พอครับ ส่วนพาสก็ลองพิจารณา JR Pass 7 วันดูครับ คำนวณก่อนนะครับ ว่าคุ้มหรือเปล่า
    http://www.emagtravel.com/archive/before-buy-jr-pass.html

  • December 23, 2016 at 12:11 am
    Permalink

    วางแผนไปญี่ปุ่นครั้งแรก คะ ไม่มีไอเดียเลย
    เวลาประมาณ สิบถึงสิบสองวัน
    แต่อยากชมสวนดอกไม้และเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์
    ไม่สนใจชอปปิ้ง ชอบทานอาหารอร่อยๆ
    เดินทางร่วมกับผู้สูงอายุ ไปกันสองคน
    ได้ตั๋วการบินไทยแบบแลกไมล์มา
    และอยากไปเที่ยวโอซาก้า เกียวโต นาราด้วย
    จะกรุณาแนะนำ แบบ พอเห็นภาพ เป็นไปได้ไหมคะ ขอบพระคุณมากคะ

  • December 23, 2016 at 7:05 am
    Permalink

    ตอบคุณ แพร์ ภัทรา

    ลองดูโปรแกรมตามรีวิวนี้นะครับ ส่วนไหนไม่ชอบก็ตัดออก เพิ่มเติมได้ตามใจชอบเลยครับ

    ส่วนเมืองอื่นๆ สามารถดูได้จากใน link นี้ครับ http://www.emagtravel.com/archive/japan.html

  • January 17, 2017 at 2:48 pm
    Permalink

    รบกวนสอบถามนะคะ ^^
    ช่วงที่ แอดมินเที่ยวในโตเกียว เปลี่ยนโรงแรมนอนหรือเปล่าคะ
    พอดี อยากเที่ยวในโตเกียว ตามแอดมินแนะนำแต่ ไม่อยากเปลี่ยนโรงแรมค่ะ-*-
    รบกวนแนะนำด้วยนะคะ ขอบคุณคะ^^

  • January 17, 2017 at 2:59 pm
    Permalink

    ตอบคุณ banana

    ทริปนี้ย้าย รร ในโตเกียวด้วยครับ แต่แนะนำว่าอยู่ รร เดียว ยาวๆ จะดีกว่าครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *